ตอนนั้น ประมาณ 3 ทุ่มกว่า ฝนยังตกแบบมืดฟ้ามัวดินหรือไม่รู้จักหยุดหย่อนเลย ผมมองลงไปข้างล่าง เห็นน้ำเริ่มจะเต็มถนนหน้าตึก เอาล่ะ .. ผมยอมที่จะลงมาย้ายรถก่อนที่น้ำจะเข้ารถผมจากใต้ท้องรถ ยอมเปียกดีกว่ายอมให้น้ำเข้ารถเยอะกว่านั้น
พอผมเปิดประตุรถเข้าไปนั่งเบาะคนขับ ผมก็รู้สึกว่ากระจกด้านหน้าก็เป็นฝ้าจนจะมองไม่เห็นทางและได้ยินเสียงฝนดังกว่าที่เคย ผมเลยมองไปด้านหลัง .. โอ้.. โน่ !!!! กระจกด้านหลังซ้ายมือลดลงมาครึ่งบานเลยครับ นาทีนั้น ไม่รีรออะไรอีกแล้ว รีบกดกระจกขึ้นปิดทันที คงไม่ต้องรอให้เลื่อนรถขึ้นอีกแล้ว ปิดให้ได้ก่อนเป็นดีที่สุด
หลังจากที่ผมเอารถขึ้นไปจอดด้านบนเสร็จ ผมก็เปิดไฟหลังคาไว้แล้วจัดการซับน้ำด้วยกระดาษทิชชู่บ้าง ผ้าเช็ดรถบ้าง ทั้งบนเบาะและใต้เบาะ เพื่อซับออกให้มากที่สุด หรือให้มันแห้งมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะถ้าปล่อยไว้ มันก็คงเปียกและซึมลงในเบาะมากกว่านี้ ถึงเวลานั้น มันก็คงไม่แห้งง่ายแน่ ๆ และส่งกลิ่นเหม็นได้
ผมขลุกอยู่ในรถประมาณชั่วโมงกว่า ๆ แต่ผมก็ยังไม่สามารถเปิดประตู หน้าต่างได้เพราะฝนก็ยังกระหน่ำแบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุดสักที รอให้ถึงเช้าแล้วหาไดร์มาเป่าคงไม่ดีแน่ แก้ตรงนี้ให้ได้ก่อน ถ้ายังไม่ดีขึ้น ตอนเช้าค่อยคิดอีกทีว่าจะเอายังไง !!!
สุดท้าย ผมอยากจะบอกว่า เจ็บใจตัวเองที่ไม่ดูให้ดีซะก่อนที่เดินออกจากรถเมื่อตอนบ่าย แม้จะจอดชิดกำแพงก็ก็ลืมไปจริง ๆ .. ต้องรอดูผลอีกสัก 2-3 วันว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง :P
วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553
การจอดรถที่ ร.พ. กล้วยน้ำไท
วันนี้ ผมมีโอกาศได้เข้าไปใช้บริการโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท ที่ใกล้แยกพระโขนงนั่นแหละครับ เลยอยากแนะนำวิธีจอดรถที่นี่สักหน่อย
ผมขับเข้าทางพระราม 4 เพราะมาจากตลาดคลอดเตย พอเข้าไปผมก็ตีไฟจะเข้าซ้ายเพื่อวิ่งขึ้นลานจอดด้านบน แต่พี่คนที่โบกรถด้านหน้าบอกให้ผมออกไปจอดข้างนอกแทน ก็แปลกดีเหมือนกัน เพราะลานจอดด้านบนน่าจะดีกว่า แต่ก็ไม่เป็นไรเขาขอมาก็จัดไป
เอาเป็นว่า ผมต้องวนรถรอบเสาตรงทางเข้าโรงพยาบาล เพื่อจะออกไปจอดรถข้างนอกอีกที พอพ้นหน้าโรงพยาบาลก็ชิดซ้ายเข้าลานจอดที่อยู่ตรงข้ามกับโรงพยาบาล ข้าง ๆ กันก็จะมีเต้นท์ขายกับข้าว แต่ผมไม่ได้แวะเพราะอยากเข้าไปหาหมอมากกว่า อีกอย่างเดี๋ยวก็เข้าบ้าน ไปกินข้าวที่บ้านดีกว่า :)
ลานจอดตรงนี้ น่าจะจอดได้อย่างมากก็ประมาณ 15 - 16 คัน โดยจัดเลนจอดไว้ 2 แบบ ๆ แรกหันหน้าเข้าฝาผนังด้นใน ทำมุมทะแยงและอีกแบบก็จอดขนาดถนนซึ่งจอดได้ประมาณ 6 คัน แต่ถ้าคันใหญ่ก็จะเข้าออกยากเช่นกัน เพราะพื้นไม่เรียบ ทำให้เข็นยาก หรือบางทีอาจจะเจอแบบไม่ปล่อยเกียร์ว่างไว้อีกต่างหาก ก็คงต้องให้ทาง รพ. ช่วยอีกทีครับ
ถ้าลานจอดด้านหน้าเต็ม เขาคงไล่ให้ขึ้นไปจอดที่ลานจอดด้านบนแทน แต่ผมคิดว่าน่าจะดี ถ้าเขาจัดระเบียบการจอดรถอีกสักหน่อยครับ .. :)
ผมขับเข้าทางพระราม 4 เพราะมาจากตลาดคลอดเตย พอเข้าไปผมก็ตีไฟจะเข้าซ้ายเพื่อวิ่งขึ้นลานจอดด้านบน แต่พี่คนที่โบกรถด้านหน้าบอกให้ผมออกไปจอดข้างนอกแทน ก็แปลกดีเหมือนกัน เพราะลานจอดด้านบนน่าจะดีกว่า แต่ก็ไม่เป็นไรเขาขอมาก็จัดไป
เอาเป็นว่า ผมต้องวนรถรอบเสาตรงทางเข้าโรงพยาบาล เพื่อจะออกไปจอดรถข้างนอกอีกที พอพ้นหน้าโรงพยาบาลก็ชิดซ้ายเข้าลานจอดที่อยู่ตรงข้ามกับโรงพยาบาล ข้าง ๆ กันก็จะมีเต้นท์ขายกับข้าว แต่ผมไม่ได้แวะเพราะอยากเข้าไปหาหมอมากกว่า อีกอย่างเดี๋ยวก็เข้าบ้าน ไปกินข้าวที่บ้านดีกว่า :)
ลานจอดตรงนี้ น่าจะจอดได้อย่างมากก็ประมาณ 15 - 16 คัน โดยจัดเลนจอดไว้ 2 แบบ ๆ แรกหันหน้าเข้าฝาผนังด้นใน ทำมุมทะแยงและอีกแบบก็จอดขนาดถนนซึ่งจอดได้ประมาณ 6 คัน แต่ถ้าคันใหญ่ก็จะเข้าออกยากเช่นกัน เพราะพื้นไม่เรียบ ทำให้เข็นยาก หรือบางทีอาจจะเจอแบบไม่ปล่อยเกียร์ว่างไว้อีกต่างหาก ก็คงต้องให้ทาง รพ. ช่วยอีกทีครับ
ถ้าลานจอดด้านหน้าเต็ม เขาคงไล่ให้ขึ้นไปจอดที่ลานจอดด้านบนแทน แต่ผมคิดว่าน่าจะดี ถ้าเขาจัดระเบียบการจอดรถอีกสักหน่อยครับ .. :)
วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553
การจอดรถที่ รพ. บางนา
เผื่อว่าใครมีโอกาศจะต้องขับรถเข้าไปจอดที่โรงพยาบาลบางนา และพอไปถึงหน้าโรงพยาบาลแล้วมักหาที่จอดไม่เจอ ถ้าหวังจะจอดด้านหน้าเลย ไม่ต้องคิดเลยครับเพราะเข้าจอดได้แค่ 2-3 คันก็เต็มแล้ว ถ้ามีพี่ยามหรือเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลอยู่แถวนั้นก็พอจะรู้ว่าต้องเข้าด้านใน
แต่ถ้าไม่มีคนคอยยืนบอกอยู่แถวนั้น ก็ต้องพยายามช่วยตัวเองให้ได้ก่อน อาจจะเรียกว่าลำบากสักหน่อยล่ะครับ
เอาล่ะ มาดูกันว่าจะเข้าไปลานจอดยังไงดี ..
ถ้าขับมาทางเข้าโรงพยาบาลจะอยู่ในช่องทางขวามือของโรงพยาบาล เป็นทางแคบ ๆ เข้าไป ถ้าเป็นรถปิคอัพหรือรถตู้ก็อาจจะต้องระวังสักหน่อย เพราะมันแคบมากจริง ๆ
อีกทางเข้าหนึ่ง .. เราสามารถเข้าตรงซอยใกล้ ๆ ที่ถัดจากทางเข้าโรงพยาบาลจริง ๆ ก็ได้ (ขับเลยโรงพยาบาลไปก่อน) แล้วค่อยเลี้ยวซ้ายเข้าไปที่ลานจอดรถอีกทีหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่ามันก็สะดวกและง่ายกว่าตั้งเยอะ แต่ผมไม่แน่ว่ามีป้ายบอกทางเข้าโรงพยาบาลหรือเปล่า ถ้าไม่มีอาจจะต้องสังเกตให้ดีก่อนที่จะขับเลยไปครับ
เมื่อขับผ่านตัวตึกของโรงพยาบาล จะเห็นว่ามีทางเลี้ยวซ้ายขวาและตรงไป (ทางขวาคือทางเข้าจากซอยด้านข้างนั่นเองครับ) เมื่อมองซ้ายขวาแล้วเห็นว่าปลอดภัยก็ให้ขับตรงไปขึ้นไปที่ลานจอดได้เลยครับ
พอขับขึ้นไปอาจจะงงนิดหนึ่งว่าจะจอดที่ตรงไหนดี เพราะเขาวางแนวจอดแบบแปลก ๆ เหมือนกัน โดยรวมก็คือการขับวนขวา พอขึ้นไปชั้น 2-3 ถ้าเห็นตรงไหนว่าง ก็เข้าจอดได้เลยไม่มีการติดป้ายสงวนสิทธิ์การจอดครับ ระวังแค่ว่าอย่าไปจอกขวางเข้าออก ทำให้คนอื่นเขาหมั่นใส้เอาก็พอแล้ว
สุดท้าย ผมขอบอกไว้ก่อนนะว่าไม่มีทางเข้าระหว่างอาคารจอดรถกับอาคารของโรงพยาบาล ต้องเดินลงบรรไดไปชั้นล่างก่อนแล้วค่อยเข้าทางประตูด้านหลังของโรงพยาบาลอีกทีครับ !!
ปล. ใกล้ทางเข้าด้านหลังจะมีมาร์ทร้านหนึ่งแต่ขายของช้าและแพงสักนิดหนึ่ง ถ้าไม่รีบมากก็อาจจะเดินอ้อมออกไปด้านนอกหาร้านอื่นก็ดีเหมือนกันครับ
แต่ถ้าไม่มีคนคอยยืนบอกอยู่แถวนั้น ก็ต้องพยายามช่วยตัวเองให้ได้ก่อน อาจจะเรียกว่าลำบากสักหน่อยล่ะครับ
เอาล่ะ มาดูกันว่าจะเข้าไปลานจอดยังไงดี ..
ถ้าขับมาทางเข้าโรงพยาบาลจะอยู่ในช่องทางขวามือของโรงพยาบาล เป็นทางแคบ ๆ เข้าไป ถ้าเป็นรถปิคอัพหรือรถตู้ก็อาจจะต้องระวังสักหน่อย เพราะมันแคบมากจริง ๆ
อีกทางเข้าหนึ่ง .. เราสามารถเข้าตรงซอยใกล้ ๆ ที่ถัดจากทางเข้าโรงพยาบาลจริง ๆ ก็ได้ (ขับเลยโรงพยาบาลไปก่อน) แล้วค่อยเลี้ยวซ้ายเข้าไปที่ลานจอดรถอีกทีหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่ามันก็สะดวกและง่ายกว่าตั้งเยอะ แต่ผมไม่แน่ว่ามีป้ายบอกทางเข้าโรงพยาบาลหรือเปล่า ถ้าไม่มีอาจจะต้องสังเกตให้ดีก่อนที่จะขับเลยไปครับ
เมื่อขับผ่านตัวตึกของโรงพยาบาล จะเห็นว่ามีทางเลี้ยวซ้ายขวาและตรงไป (ทางขวาคือทางเข้าจากซอยด้านข้างนั่นเองครับ) เมื่อมองซ้ายขวาแล้วเห็นว่าปลอดภัยก็ให้ขับตรงไปขึ้นไปที่ลานจอดได้เลยครับ
พอขับขึ้นไปอาจจะงงนิดหนึ่งว่าจะจอดที่ตรงไหนดี เพราะเขาวางแนวจอดแบบแปลก ๆ เหมือนกัน โดยรวมก็คือการขับวนขวา พอขึ้นไปชั้น 2-3 ถ้าเห็นตรงไหนว่าง ก็เข้าจอดได้เลยไม่มีการติดป้ายสงวนสิทธิ์การจอดครับ ระวังแค่ว่าอย่าไปจอกขวางเข้าออก ทำให้คนอื่นเขาหมั่นใส้เอาก็พอแล้ว
สุดท้าย ผมขอบอกไว้ก่อนนะว่าไม่มีทางเข้าระหว่างอาคารจอดรถกับอาคารของโรงพยาบาล ต้องเดินลงบรรไดไปชั้นล่างก่อนแล้วค่อยเข้าทางประตูด้านหลังของโรงพยาบาลอีกทีครับ !!
ปล. ใกล้ทางเข้าด้านหลังจะมีมาร์ทร้านหนึ่งแต่ขายของช้าและแพงสักนิดหนึ่ง ถ้าไม่รีบมากก็อาจจะเดินอ้อมออกไปด้านนอกหาร้านอื่นก็ดีเหมือนกันครับ
วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553
อยากเปลี่ยนเป็น 4wd จริงๆ
เผอิญผมมีธุระด่วนที่ต้องกลับบ้าน ซึ่งตอนขาไปก้ไม่มีอะไรมา เราไปกันแค่ 3 คน แต่พอขากลับ ผมไม่ได้กลับทางเดิม เพราะจะเยี่ยมพี่สาวที่บนเขา ไหนๆ ก็มาแล้ว น่าจะลองไปเยี่ยมแกสักหน่อย ลองหาโอกาศขับรึ้นลูกนี้สักครั้ง
เช้า 9 โมงกว่า เราออกเดินทางขึ้นเขา คราวนี้ เรามีผู้โดยสารเพิ่มมาอีกคน ซึ่งช่วงแรก ๆ ก็ไม่มีอะไรมากนัก เพราะถนนยังเป็นทางลาดยาง แต่พอใกล้จะถึงจุดหมายเท่านั้นแหละ ผมยังกล้า ๆ กลัวๆ ว่าจะไปไม่ไปดีล่ะเนี่ย .. ลองดูถนนข้างล่างนี้นะครับ ..
แต่พอขับลงไปจริง ๆ มันก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด ผมขับช้าเท่าที่จะช้าได้ เพราะถ้าขืนเร่งเครื่องอย่างเดียวคงไปไม่ไม่รอดแน่ ๆ แค่น้ำหนักที่ขนไปตอนนี้ก็เยอะพอแล้ว ถ้าขับแบบหนัก ๆ รับรองว่าใต้ท้องรถต้องครูดกับถนนไปหลายทีแล้ว
หลังจากนั้น มีช่วงหนึ่งที่มีรถจอดอยู่แล้วผมต้องขับผ่านไป แต่ถนนตรงนั้นมันแคบมากและไหล่ทาง มันไม่น่าจะผ่านไปได้เลยจริง ๆ แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดี .. เฮ้ยย.. โล่งอกไปที นึกว่าต้องเข็นกันซะแล้ว
ผมขับผ่านจุดเมื่อกี้ไปไกลมากนัก ผมก็มาถึงที่หมาย แต่ผมยังมองไม่ออกว่าเราจะพักกันที่ไหน พี่เขาบอกให้มองไปโน้น ต้องเดินต่อไปอีก ... ถึงไม่บอก ผมก็ไม่คิดว่าจะขับรถลงไปแน่ ๆ
แม้แต่ที่จอดอยู่ตอนนี้ ถ้าดูเผิน ๆ ก็ เหมือนทางขึ้นเขาธรรมดา แต่เมื่อผมขับไปถึง โอ .. มันขลุกขละมาก เข้ามุมโค้งอีกต่างหาก ต้องจอดแบบทำมุมให้ดีหน่อยละกัน จะได้ไม่ขวามทางชาวบ้าน
พอตอนจะถอยเข้าจอด ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะจอดแบบไหนดี ผมเกือบจะพลาดถอยลงหลุมขนาดใหญ่หลุมหนึ่งที่อยู่ข้างหลังเพราะเพราะคิดว่าเป็นทางเรียบธรรมดา แต่ดีที่พี่เขาร้องบอกได้ทัน เลยต้องจอดเบี่ยงออกจากทางเลี้ยวนิดหนึ่ง เผื่อมีรถเข้าออก .. พอจอดรถเสร็จ ผมก็เดินลงไปที่กระท่อมกลางสวนที่ตั้งอยู่โน้นนั่นแหละครับ..
มุมนี้ ผมถ่ายตอนเดินลงไปได้กลางทางแล้ว ..

แต่มุมนี้ เป็นที่ผมหันกลับไปถ่ายรูปของผมที่จอดไว้ครับ!!

เราพักกันสัก 30 นาที แต่ก็ขนเอามะม่วง น้อยหน่าและหน่อไม้ขึ้นมาเต็มคันรถ เพราะไม่ได้ใส่เฉพาะหลังรถเท่านั้น เรายังเอามาใส่ด้านในห้องโดยสารด้วย เอาล่ะสิ แบบนี้ ผมอยากจะแปรสภาพมาเป็นรถปิกอัพแบบมีหลังคา ด้วยการพับเบาะหลังลงมาแล้วนั่งรวมกันกับถุงเสบียงไปเลยดีไหม :)
อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าให้นั่งกันไปแบบธรรมดานั่นแหละ จะได้ไม่เหนื่อยมาก และเผื่อว่าตำรวจเรียกระหว่างทาง จะได้ไม่มีปัญหา ต้องมาต่อรองกันอีกสาระพัด
ผมมาเสียเวลาอีกตอนจะเข้าส่งพี่ชายที่ลพบุรี ตอนแรก ผมก็คิดว่าจะเป็นทางผ่าน ใกล้ ๆ กับสระบุรี แต่ที่ไหนได้ เลยขึ้นไปอีกจนเกือบถึงสิงห์บุรี และถนนมันไม่น่าวิ่งเอาเสียเลย ลองคิดดูถนนที่มีรถบรรทุกวิ่งทุก ๆ ชั่วโมงครับ มันเป็นหลุมเป็นบ่อ จะวิ่งเร็วก็ไม่ได้ ต้องคอยคลานไปเรื่อย ๆ ผมก็ไม่รู้ว่าคนแถวนั้น เขาไม่บ่นกันบ้างหรือไง หรือว่าทำใจได้แล้วสิ
ผมน่าจะเสียเวลาตรงนี้เกือบ 3 ชั่วโมง แม้ว่าระยะทางจะ ไม่กี่ร้อยกิโลเท่านั้น แต่มันวิ่งเร็วไม่ได้จริง ๆ และดูเหมือนว่าจะไม่มีทางเลือกแล้วล่ะตอนนั้น คงต้องเดินหน้าต่อไป สู้ ๆๆๆๆ
พอวิ่งมาถึงก่อนจะเข้าสระบุรี ผมก็เจอฝนตกเป็นระยะ ๆ .. เป็นระยะจริง ๆ แบบขับผ่านไปก็เจออีกเป็นแบบนี้ไป 2 - 3 ครั้งซึ่งแต่ละครั้งก็หนักมากเหมือนกัน เพราะโคลนที่ติดข้างรถ บังโคลนล้อและที่เกาะอยู่ตามข้างรถ มันออกหมดเลย เหมือนว่าล้างรถมาดี ๆ นี่เอง..
ผมมาจอดพักเข้าห้องน้ำที่ปั้มปิโตรนาส พหลโยธิน เพราะกลัวว่าน้ำมันจะหมดก่อนที่จะถึงบ้าน หรือพอวิ่งขึ้นทางด่วนแล้วน้ำมันหมดกลางทาง คงลำบากกว่านี้แน่ ๆ
จากนั้น ผมก็แวะส่งพี่ชายอีกคนที่ห้วยขวาง และผมไม่คิดจะเข้าพักอะไรหรอก ตอนนี้ เหนื่อย อยากกลับบ้าน อาบน้ำให้เย็นฉ่ำเท่านั้นก็พอ อดทนอีกนิดเพื่อให้ถึงที่หมาย ถ้าพักแล้วมันจะทำให้เหนื่อยกว่าเดิมแล้วไม่อยากขับรถต่ออีกนะสิ
ผมกลับถึงบ้านประมาณ 3 ทุ่มกว่า ซึ่งตอนแรกผมกะเอาไว้แค่ประมาณ 5-6 โมงก็น่าจะถึงกรุงเทพแล้ว และก็ผิดความคาดหมายอย่างมาก !!
เช้า 9 โมงกว่า เราออกเดินทางขึ้นเขา คราวนี้ เรามีผู้โดยสารเพิ่มมาอีกคน ซึ่งช่วงแรก ๆ ก็ไม่มีอะไรมากนัก เพราะถนนยังเป็นทางลาดยาง แต่พอใกล้จะถึงจุดหมายเท่านั้นแหละ ผมยังกล้า ๆ กลัวๆ ว่าจะไปไม่ไปดีล่ะเนี่ย .. ลองดูถนนข้างล่างนี้นะครับ ..

แต่พอขับลงไปจริง ๆ มันก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด ผมขับช้าเท่าที่จะช้าได้ เพราะถ้าขืนเร่งเครื่องอย่างเดียวคงไปไม่ไม่รอดแน่ ๆ แค่น้ำหนักที่ขนไปตอนนี้ก็เยอะพอแล้ว ถ้าขับแบบหนัก ๆ รับรองว่าใต้ท้องรถต้องครูดกับถนนไปหลายทีแล้ว
หลังจากนั้น มีช่วงหนึ่งที่มีรถจอดอยู่แล้วผมต้องขับผ่านไป แต่ถนนตรงนั้นมันแคบมากและไหล่ทาง มันไม่น่าจะผ่านไปได้เลยจริง ๆ แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดี .. เฮ้ยย.. โล่งอกไปที นึกว่าต้องเข็นกันซะแล้ว
ผมขับผ่านจุดเมื่อกี้ไปไกลมากนัก ผมก็มาถึงที่หมาย แต่ผมยังมองไม่ออกว่าเราจะพักกันที่ไหน พี่เขาบอกให้มองไปโน้น ต้องเดินต่อไปอีก ... ถึงไม่บอก ผมก็ไม่คิดว่าจะขับรถลงไปแน่ ๆ
แม้แต่ที่จอดอยู่ตอนนี้ ถ้าดูเผิน ๆ ก็ เหมือนทางขึ้นเขาธรรมดา แต่เมื่อผมขับไปถึง โอ .. มันขลุกขละมาก เข้ามุมโค้งอีกต่างหาก ต้องจอดแบบทำมุมให้ดีหน่อยละกัน จะได้ไม่ขวามทางชาวบ้าน
พอตอนจะถอยเข้าจอด ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะจอดแบบไหนดี ผมเกือบจะพลาดถอยลงหลุมขนาดใหญ่หลุมหนึ่งที่อยู่ข้างหลังเพราะเพราะคิดว่าเป็นทางเรียบธรรมดา แต่ดีที่พี่เขาร้องบอกได้ทัน เลยต้องจอดเบี่ยงออกจากทางเลี้ยวนิดหนึ่ง เผื่อมีรถเข้าออก .. พอจอดรถเสร็จ ผมก็เดินลงไปที่กระท่อมกลางสวนที่ตั้งอยู่โน้นนั่นแหละครับ..
มุมนี้ ผมถ่ายตอนเดินลงไปได้กลางทางแล้ว ..

แต่มุมนี้ เป็นที่ผมหันกลับไปถ่ายรูปของผมที่จอดไว้ครับ!!

เราพักกันสัก 30 นาที แต่ก็ขนเอามะม่วง น้อยหน่าและหน่อไม้ขึ้นมาเต็มคันรถ เพราะไม่ได้ใส่เฉพาะหลังรถเท่านั้น เรายังเอามาใส่ด้านในห้องโดยสารด้วย เอาล่ะสิ แบบนี้ ผมอยากจะแปรสภาพมาเป็นรถปิกอัพแบบมีหลังคา ด้วยการพับเบาะหลังลงมาแล้วนั่งรวมกันกับถุงเสบียงไปเลยดีไหม :)
อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าให้นั่งกันไปแบบธรรมดานั่นแหละ จะได้ไม่เหนื่อยมาก และเผื่อว่าตำรวจเรียกระหว่างทาง จะได้ไม่มีปัญหา ต้องมาต่อรองกันอีกสาระพัด
ผมมาเสียเวลาอีกตอนจะเข้าส่งพี่ชายที่ลพบุรี ตอนแรก ผมก็คิดว่าจะเป็นทางผ่าน ใกล้ ๆ กับสระบุรี แต่ที่ไหนได้ เลยขึ้นไปอีกจนเกือบถึงสิงห์บุรี และถนนมันไม่น่าวิ่งเอาเสียเลย ลองคิดดูถนนที่มีรถบรรทุกวิ่งทุก ๆ ชั่วโมงครับ มันเป็นหลุมเป็นบ่อ จะวิ่งเร็วก็ไม่ได้ ต้องคอยคลานไปเรื่อย ๆ ผมก็ไม่รู้ว่าคนแถวนั้น เขาไม่บ่นกันบ้างหรือไง หรือว่าทำใจได้แล้วสิ
ผมน่าจะเสียเวลาตรงนี้เกือบ 3 ชั่วโมง แม้ว่าระยะทางจะ ไม่กี่ร้อยกิโลเท่านั้น แต่มันวิ่งเร็วไม่ได้จริง ๆ และดูเหมือนว่าจะไม่มีทางเลือกแล้วล่ะตอนนั้น คงต้องเดินหน้าต่อไป สู้ ๆๆๆๆ
พอวิ่งมาถึงก่อนจะเข้าสระบุรี ผมก็เจอฝนตกเป็นระยะ ๆ .. เป็นระยะจริง ๆ แบบขับผ่านไปก็เจออีกเป็นแบบนี้ไป 2 - 3 ครั้งซึ่งแต่ละครั้งก็หนักมากเหมือนกัน เพราะโคลนที่ติดข้างรถ บังโคลนล้อและที่เกาะอยู่ตามข้างรถ มันออกหมดเลย เหมือนว่าล้างรถมาดี ๆ นี่เอง..
ผมมาจอดพักเข้าห้องน้ำที่ปั้มปิโตรนาส พหลโยธิน เพราะกลัวว่าน้ำมันจะหมดก่อนที่จะถึงบ้าน หรือพอวิ่งขึ้นทางด่วนแล้วน้ำมันหมดกลางทาง คงลำบากกว่านี้แน่ ๆ
จากนั้น ผมก็แวะส่งพี่ชายอีกคนที่ห้วยขวาง และผมไม่คิดจะเข้าพักอะไรหรอก ตอนนี้ เหนื่อย อยากกลับบ้าน อาบน้ำให้เย็นฉ่ำเท่านั้นก็พอ อดทนอีกนิดเพื่อให้ถึงที่หมาย ถ้าพักแล้วมันจะทำให้เหนื่อยกว่าเดิมแล้วไม่อยากขับรถต่ออีกนะสิ
ผมกลับถึงบ้านประมาณ 3 ทุ่มกว่า ซึ่งตอนแรกผมกะเอาไว้แค่ประมาณ 5-6 โมงก็น่าจะถึงกรุงเทพแล้ว และก็ผิดความคาดหมายอย่างมาก !!
วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553
แบตอีกแล้วครับ!!
เช้านี้ งานเข้าแต่เช้าเลย ทั้ง ๆ ที่ อากาศกำลังเย็นสบายดี ..
เรื่องมีอยู่ว่า...
หลังจากที่ผมเช็ดกระจกทั้งสองข้างเสร็จ เพราะฝนตกเมื่อคืน แล้วผมก็เข้าไปนั่งรัดเข็มขัด บิดกุญแจเพื่อสตาร์ทรถ ... แกร๊กๆๆ แกร๊กกกๆ เออ ทำไมมันดังแบบนี้นะ เป็นอะไรแต่เช้าเนี่ย ?!?!?
ผมลองสตาร์ทรถอีกครั้ง .. ฮ่าาาา โดยไม่ต้องสงสัย เป็นที่แบตเตอร์รี่ชัวร์ ๆ อาการเดียวกันกับตอนที่ผมต้องเรียก Honda service ครั้งที่แล้วเด๊ะเลย
ผมเลยเดินออกจากรถ เปิดกระโปรงหน้ารถ เปิดฝาแบตแต่ละช่องออกแล้วส่องดู อืมม เป็นไปตามที่คิด น้ำกลั่นพร่องลงไปหลายช่องเลย งั้นเอาน้ำกลั่นที่เหลือเพียงน้อยนิดหลังรถมาเติมดีกว่า เผื่อว่ามันอาจจะดีขึ้นบ้าง ถ้าไม่ได้จริง ๆ ก็ต้องเรียก Honda Service มาใช้บริการอีกครั้ง .. :)
เมื่อผม เติมน้ำกลั่นเสร็จเรียบร้อยก็กลับไปลองสตาร์ทรถอีกรอบ สตาร์ทครั้งแรก มีเสียงท่าทางจะดีขึ้นแต่ยังไม่ติด !!
อืมม งั้นลองอีกครั้ง .. Oh Yes!! ติดแล้ว แต่ก่อนที่ติดก็มีเสียงแปลก ๆ .. ไม่เป็นไร แต่ก็ดีใจที่ติดจนได้
จริง ๆ ผมเติมน้ำกลั่นลงไปนิดเดียวเองนะ ถ้าตวงเหล้าก็แค่แก้วเหล้าเป๊กเดียวเท่านั้น :) แต่ก็แล้วล่ะ.. จะได้ไม่เสียเวลากับเรื่องรถแต่เช้า เดี๋ยววุ่นวายกันใหญ่
พอผมขับมาถึงปั้ม ปตท. ตรงสามแยกกล้วยน้ำไท ผมก็เลยแวะเข้าไปซื้อน้ำกลั่นสักขวด ๆ 11 บาท อืมม.. ก็ถูกดีนะ (ทำไม่ไม่ยักกะมีติดรถก็ไม่รู้)
หลังจากที่ได้น้ำกลั่นมาแล้ว ผมคิดแต่ว่าจะต้องหาที่เติมน้ำกลั่นให้เร็วที่สุด เพราะคงไปไม่ได้อีกไกลถ้ายังเป็นแบบนี้ และถ้าจะจอดอีกสักที่ระหว่างทางก็ชักไม่แน่ว่าจะสตาร์ทติดหรือไม่ ไม่ยังค่อยจะมี่นใจชะตากรรมตัวเองซะเลย.. ซะงั้น!
พอผมถึงที่ทำงาน จอดรถเรียบร้อยแล้ว ก็จัดการเปิดฝากระโปรงหน้าอีกครั้งสำหรับเช้านี้ ขอเติมน้ำกลั่นให้เสร็จ ๆ ก่อน ที่ไปทำอย่างอื่น ถ้าจะรอไว้เติมตอนเย็นคงไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่จะรีบกลับบ้านทุกที ไม่ค่อยสนใจอะรไนักหรอก และถ้าไม่เติมให้เสร็จ ขืนปล่อยไว้คงไม่ดีแน่ :P
เรื่องมีอยู่ว่า...
หลังจากที่ผมเช็ดกระจกทั้งสองข้างเสร็จ เพราะฝนตกเมื่อคืน แล้วผมก็เข้าไปนั่งรัดเข็มขัด บิดกุญแจเพื่อสตาร์ทรถ ... แกร๊กๆๆ แกร๊กกกๆ เออ ทำไมมันดังแบบนี้นะ เป็นอะไรแต่เช้าเนี่ย ?!?!?
ผมลองสตาร์ทรถอีกครั้ง .. ฮ่าาาา โดยไม่ต้องสงสัย เป็นที่แบตเตอร์รี่ชัวร์ ๆ อาการเดียวกันกับตอนที่ผมต้องเรียก Honda service ครั้งที่แล้วเด๊ะเลย
ผมเลยเดินออกจากรถ เปิดกระโปรงหน้ารถ เปิดฝาแบตแต่ละช่องออกแล้วส่องดู อืมม เป็นไปตามที่คิด น้ำกลั่นพร่องลงไปหลายช่องเลย งั้นเอาน้ำกลั่นที่เหลือเพียงน้อยนิดหลังรถมาเติมดีกว่า เผื่อว่ามันอาจจะดีขึ้นบ้าง ถ้าไม่ได้จริง ๆ ก็ต้องเรียก Honda Service มาใช้บริการอีกครั้ง .. :)
เมื่อผม เติมน้ำกลั่นเสร็จเรียบร้อยก็กลับไปลองสตาร์ทรถอีกรอบ สตาร์ทครั้งแรก มีเสียงท่าทางจะดีขึ้นแต่ยังไม่ติด !!
อืมม งั้นลองอีกครั้ง .. Oh Yes!! ติดแล้ว แต่ก่อนที่ติดก็มีเสียงแปลก ๆ .. ไม่เป็นไร แต่ก็ดีใจที่ติดจนได้
จริง ๆ ผมเติมน้ำกลั่นลงไปนิดเดียวเองนะ ถ้าตวงเหล้าก็แค่แก้วเหล้าเป๊กเดียวเท่านั้น :) แต่ก็แล้วล่ะ.. จะได้ไม่เสียเวลากับเรื่องรถแต่เช้า เดี๋ยววุ่นวายกันใหญ่
พอผมขับมาถึงปั้ม ปตท. ตรงสามแยกกล้วยน้ำไท ผมก็เลยแวะเข้าไปซื้อน้ำกลั่นสักขวด ๆ 11 บาท อืมม.. ก็ถูกดีนะ (ทำไม่ไม่ยักกะมีติดรถก็ไม่รู้)
หลังจากที่ได้น้ำกลั่นมาแล้ว ผมคิดแต่ว่าจะต้องหาที่เติมน้ำกลั่นให้เร็วที่สุด เพราะคงไปไม่ได้อีกไกลถ้ายังเป็นแบบนี้ และถ้าจะจอดอีกสักที่ระหว่างทางก็ชักไม่แน่ว่าจะสตาร์ทติดหรือไม่ ไม่ยังค่อยจะมี่นใจชะตากรรมตัวเองซะเลย.. ซะงั้น!
พอผมถึงที่ทำงาน จอดรถเรียบร้อยแล้ว ก็จัดการเปิดฝากระโปรงหน้าอีกครั้งสำหรับเช้านี้ ขอเติมน้ำกลั่นให้เสร็จ ๆ ก่อน ที่ไปทำอย่างอื่น ถ้าจะรอไว้เติมตอนเย็นคงไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่จะรีบกลับบ้านทุกที ไม่ค่อยสนใจอะรไนักหรอก และถ้าไม่เติมให้เสร็จ ขืนปล่อยไว้คงไม่ดีแน่ :P
วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ขึ้นด่วนแต่รถติดมากตอนลง 62
เย็นนี้ ผมเลิกช้ากว่าทุกวันเลยต้องกลับรถหน้า Tisco เข้าซอยสวนพลู แล้วขึ้นทางด่วน
ผมก็ชักจะไม่แน่เหมือนใจเหมือนกันเพราะพอขึ้นทางด่วนได้ รถก็ชะลอตัวไปสักพัก กว่าจะหลุดโค้งพระราม 4 ได้ก็ใช้เวลานานพอสมควร แบบมันเป็นช่วงโค้งพอดีแล้วรถขึ้นมาจากพระราม 4 เยอะ
ตอนแรกผมกะจะลงที่สุขุมวิท 50 แต่ดูแล้วไม่ค่อยจะดี เดี๋ยวลงไปเจอรถบรรทุกตรงสายเก่าอีก ขอเลยไปลงสุขุมวิท 62 แต่รถติดมากนะ ผมก็เลยลัดเข้าซอยข้างก่อนแล้วค่อยมาตัดเอาก่อนออกปากซอย 62 ไม่รู้เหมือนกัน ทำไมมันติดมากขนาดนั้น แบบล้นจนจะถึงตรงทางออกจากช่องทางด่วนเลย ดีหน่อยที่พอลัดเข้าไปแล้วไม่เสียเวลามาก
เวลาที่ผมขับออกนอกเส้นทางแบบนี้ มักจะหวั่นๆ ว่าหลงทางตลอดบ้าง ขับไปแล้วเจอทางตันบ้าง ถ้าขับไปแล้วต้องไปติดอยู่สักที่แล้วหาทางออกไม่เจอ เพราะแทนที่จะไปได้เร็วกลับมาเสียเวลามากกว่าเดิมอีก สมแล้วที่เขาบอกว่า "หลงทางเสียเวลา .."
หลังจากที่ออกจาก 62 ได้ การจราจรก็ดีขึ้น ไม่เสียเวลาเท่าไร หลบซ้ายขวาบ้าง ถึงบ้านก็ 6 โมงนิด ๆ
สรุปว่า .. วันนี้ ฟ้าแจ่ม รถเลยไม่ติดมาก แม้จะออก 5 โมงกว่า ๆ :)
ผมก็ชักจะไม่แน่เหมือนใจเหมือนกันเพราะพอขึ้นทางด่วนได้ รถก็ชะลอตัวไปสักพัก กว่าจะหลุดโค้งพระราม 4 ได้ก็ใช้เวลานานพอสมควร แบบมันเป็นช่วงโค้งพอดีแล้วรถขึ้นมาจากพระราม 4 เยอะ
ตอนแรกผมกะจะลงที่สุขุมวิท 50 แต่ดูแล้วไม่ค่อยจะดี เดี๋ยวลงไปเจอรถบรรทุกตรงสายเก่าอีก ขอเลยไปลงสุขุมวิท 62 แต่รถติดมากนะ ผมก็เลยลัดเข้าซอยข้างก่อนแล้วค่อยมาตัดเอาก่อนออกปากซอย 62 ไม่รู้เหมือนกัน ทำไมมันติดมากขนาดนั้น แบบล้นจนจะถึงตรงทางออกจากช่องทางด่วนเลย ดีหน่อยที่พอลัดเข้าไปแล้วไม่เสียเวลามาก
เวลาที่ผมขับออกนอกเส้นทางแบบนี้ มักจะหวั่นๆ ว่าหลงทางตลอดบ้าง ขับไปแล้วเจอทางตันบ้าง ถ้าขับไปแล้วต้องไปติดอยู่สักที่แล้วหาทางออกไม่เจอ เพราะแทนที่จะไปได้เร็วกลับมาเสียเวลามากกว่าเดิมอีก สมแล้วที่เขาบอกว่า "หลงทางเสียเวลา .."
หลังจากที่ออกจาก 62 ได้ การจราจรก็ดีขึ้น ไม่เสียเวลาเท่าไร หลบซ้ายขวาบ้าง ถึงบ้านก็ 6 โมงนิด ๆ
สรุปว่า .. วันนี้ ฟ้าแจ่ม รถเลยไม่ติดมาก แม้จะออก 5 โมงกว่า ๆ :)
วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
แค่ฉิวเฉียดจริง ๆ !!!
เหตุเกิดตรงที่กลับรถใกล้กับโรงพยาบาลเทพธารินทร์อีกแล้ว เหมือนว่าจะชอบใกล้ความเสี่ยงที่ตรงนี้บ่อยแล้ว แต่ก็ไม่เข็ด เพราะมันเส้นทางหลักในการเดินทางไปกลับจากที่ทำงานเช้าเย็น
เช้านี้มีรถเยอะมาก แบบ 3 เลนเต็มพื้นที่ พอดีมีรถกำลังจะกลับรถตรงนั้น ไม่แน่ใจว่าเป็นเบนซ์หรือบีเอ็มนี้แหละ แต่ไม่ใช่รถใหม่นะ ไม่แน่ใจจริง ๆ และชอบสับสน 2 ค่ายนี้ตลอด :) รถที่วิ่งอยู่ซ้ายสุดเขาหยุดแล้วนะ ที่หยุดก็คงเพราะไปต่อไม่ได้แล้ว แกออกมาขวางลำไว้เรียบร้อยแล้ว แต่รถที่วิ่งอยู่เลนกลางกับเลนซ้ายสุดยังวิ่งกันต่อไปเรื่อย ๆ
พอผมวิ่งมาถึงแกก็ทำท่าจะโผล่หน้า (รถ) ออกมาอีก ผมก็เลยต้องกดแตรไส่ไป 2-3 ที ผมวิ่งอยู่เลนกลางและรถก็ยังวิ่งตาม ๆ กันไปแบบไม่ได้ทิ้งช่วงกับคันข้างหน้านะ ผมมองไม่เห็นจริง ๆ แต่แกก็ยังอยากออกมาให้ได้ ผมไม่ได้เบรคครับ แต่คันข้างหลัง ผมน่าจะเบรคจนตัวโก่งแน่ ๆ เพราะถ้าไม่เบรคก็ชนจริง ๆ เลยแหละ
หลังจากที่ผมผ่านนาทีนั้นไปได้ ผมมองที่กระจกหลัง ก็เห็นว่าแกกลับรถได้แล้ว แต่ยังวิ่งแบบขวางชาวบ้านอีก คือแกขับมาแบบช้า ๆ และคล่อมเลนขวากับเลนกลางมาอีก แต่แกก็มาทันผมตอนที่ผมจะเลี้ยวซ้ายไปกรมศุลฯ เลยไม่ได้ดูคนขับว่าหน้าตาเป็นยังไงบ้าง ไม่ได้อยากหาเรื่องนะ แต่อยากดูหน้าเฉย ๆ :P
สำหรับผมแล้ว ตอนนั้นก็หวั่น ๆ เหมือนกันแหละว่าถ้าฉะกันจริง ๆ รถเราคงเสียหายอย่างหนักแน่ ๆ เพราะคิดอยู่เสมอว่ารถญี่ปุ่นมันเปราะบาง ไม่เหมือนของยุโรป ถ้าจะรถยุโรปไปเลย มันก็แพงซะจนไม่อยากจะคิดว่าจะต้องอดข้าว อดน้ำไปอีกนานแค่ไหนกว่าจะใช้หนี้หมด.. :)
เช้านี้มีรถเยอะมาก แบบ 3 เลนเต็มพื้นที่ พอดีมีรถกำลังจะกลับรถตรงนั้น ไม่แน่ใจว่าเป็นเบนซ์หรือบีเอ็มนี้แหละ แต่ไม่ใช่รถใหม่นะ ไม่แน่ใจจริง ๆ และชอบสับสน 2 ค่ายนี้ตลอด :) รถที่วิ่งอยู่ซ้ายสุดเขาหยุดแล้วนะ ที่หยุดก็คงเพราะไปต่อไม่ได้แล้ว แกออกมาขวางลำไว้เรียบร้อยแล้ว แต่รถที่วิ่งอยู่เลนกลางกับเลนซ้ายสุดยังวิ่งกันต่อไปเรื่อย ๆ
พอผมวิ่งมาถึงแกก็ทำท่าจะโผล่หน้า (รถ) ออกมาอีก ผมก็เลยต้องกดแตรไส่ไป 2-3 ที ผมวิ่งอยู่เลนกลางและรถก็ยังวิ่งตาม ๆ กันไปแบบไม่ได้ทิ้งช่วงกับคันข้างหน้านะ ผมมองไม่เห็นจริง ๆ แต่แกก็ยังอยากออกมาให้ได้ ผมไม่ได้เบรคครับ แต่คันข้างหลัง ผมน่าจะเบรคจนตัวโก่งแน่ ๆ เพราะถ้าไม่เบรคก็ชนจริง ๆ เลยแหละ
หลังจากที่ผมผ่านนาทีนั้นไปได้ ผมมองที่กระจกหลัง ก็เห็นว่าแกกลับรถได้แล้ว แต่ยังวิ่งแบบขวางชาวบ้านอีก คือแกขับมาแบบช้า ๆ และคล่อมเลนขวากับเลนกลางมาอีก แต่แกก็มาทันผมตอนที่ผมจะเลี้ยวซ้ายไปกรมศุลฯ เลยไม่ได้ดูคนขับว่าหน้าตาเป็นยังไงบ้าง ไม่ได้อยากหาเรื่องนะ แต่อยากดูหน้าเฉย ๆ :P
สำหรับผมแล้ว ตอนนั้นก็หวั่น ๆ เหมือนกันแหละว่าถ้าฉะกันจริง ๆ รถเราคงเสียหายอย่างหนักแน่ ๆ เพราะคิดอยู่เสมอว่ารถญี่ปุ่นมันเปราะบาง ไม่เหมือนของยุโรป ถ้าจะรถยุโรปไปเลย มันก็แพงซะจนไม่อยากจะคิดว่าจะต้องอดข้าว อดน้ำไปอีกนานแค่ไหนกว่าจะใช้หนี้หมด.. :)
วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553
เอารถเข้าอู่ทำสีสักหน่อย
เลิกงานวันนี้ ผมรีบออกจากที่ทำงานประมาณ 4 โมงเย็นเพื่อจะนำรถไปเข้าอู่ทำสี ซ่อมรอยมอเตอร์ไซต์เมื่อก่อนปีใหม่โน้นเลย ปล่อยคาราคาซังไว้นานแล้ว แต่ไม่ยักกะมีเวลาให้สักที เลยตัดสินใจเอาเข้าอู่ทำให้เสร็จไปเลยดีกว่า รอครั้งเดียวยังดีกว่ารอแบบไม่รู้ว่าเมื่อไหร อยากขับรถสวยไม่มีรอยก็ต้องยอม ๆ กันหน่อยล่ะ
ตอนแรก ผมก็จะรอให้สิ้นประกันตอนจะสิ้นปีเลยแต่ก็ไม่เอาดีกว่า เดี๋ยวมันไม่คุ้มค่าเบี้ยประกัน 555 ..
ผมเดาเอาว่าหลายคนก็คงคิดเหมือนผมนะ เพราะค่าเบี้ยประกันยิ่งแพงขึ้นทุกวันนี้ อย่างน้อยเข้าเคลมปีละ 2 ครั้งก็พอแล้ว ยิ่งถ้าเป็นประกันชั้นหนึ่ง แล้วไมได้เคลมเลยมันทำให้รู้สึกว่าเสียเปล่าไปเฉย ๆ ไม่ต้องห่วงว่าเบี้ยประกันจะถูกลงหรอกครับ มันแพงขึ้นตลอด ถ้าเอาแบบถูกหน่อยก็จะโดนตัดว่าไม่คุ้มครองตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง ไอ้เราก็อยากจะให้คุ้มครองครบก็เลยต้องยอมจ่ายแพงเหมือนเดิมทุกที
ผมบอกตรง ๆ ว่าส่วนใหญ่รถที่นำเข้าเคลมตอนสิ้นปีทุกวันนี้จะมี 2 อย่าง อันหนึ่งเบียดขอบฟุตบาตและอีกอันก็โดนมอเตอร์ไซต์เบียดมาทำให้เป็นริ้วรอยน้อยมากตามแต่จะเป็นกัน ยิ่งถ้ารถคันเล็ก ๆ ต่ำ ๆ อย่างฮอนด้า แจ๊ซเนี่ย เขาชอบมากระแซะกันจริง ๆ ทั้งข้างหน้าข้างหลังเพราะอะไรก็ไม่ทราบเหมือนกัน
อย่างหนึ่งที่ผมสงสัยนะ มีการกำหนดค่าเบี้ยประกันจากหน่วยงานของรัฐหรือไม่ เพราะเวลาทำประกันผ่านนายหน้าแล้วทำไมเบี้ยประกันถึงไม่เท่ากัน ทั้ง ๆ ที่เป็นประกันของบริษัทเดียวกัน แต่ต่างกันที่นายหน้าเท่านั้น แล้วนายหน้าหักส่วนต่างเข้ากระเป๋าหรือยังไง เยอะแค่ไหนกัน มีใครมาดูแลเรื่องนี้บ้างเปล่า?!?!
ผมอยากให้มีการควบคุมค่าเบี้ยประกันจังเลย แม้ว่าจะเป็นประกันแบบสมัครใจก็เถอะ แต่ถ้าไม่ทำเวลาเกิดรถชนกันกันขึ้นมาก็มีปัญหาให้ลำบากกันพอดี หรือถ้าเราไม่ทำพอโดนชน คนที่ทำก็ต้องค่าซ่อมให้เรายังงั้นเหรอ มันไม่ค่อยแฟร์เลยจริง ๆ นะ
ตอนแรก ผมก็จะรอให้สิ้นประกันตอนจะสิ้นปีเลยแต่ก็ไม่เอาดีกว่า เดี๋ยวมันไม่คุ้มค่าเบี้ยประกัน 555 ..
ผมเดาเอาว่าหลายคนก็คงคิดเหมือนผมนะ เพราะค่าเบี้ยประกันยิ่งแพงขึ้นทุกวันนี้ อย่างน้อยเข้าเคลมปีละ 2 ครั้งก็พอแล้ว ยิ่งถ้าเป็นประกันชั้นหนึ่ง แล้วไมได้เคลมเลยมันทำให้รู้สึกว่าเสียเปล่าไปเฉย ๆ ไม่ต้องห่วงว่าเบี้ยประกันจะถูกลงหรอกครับ มันแพงขึ้นตลอด ถ้าเอาแบบถูกหน่อยก็จะโดนตัดว่าไม่คุ้มครองตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง ไอ้เราก็อยากจะให้คุ้มครองครบก็เลยต้องยอมจ่ายแพงเหมือนเดิมทุกที
ผมบอกตรง ๆ ว่าส่วนใหญ่รถที่นำเข้าเคลมตอนสิ้นปีทุกวันนี้จะมี 2 อย่าง อันหนึ่งเบียดขอบฟุตบาตและอีกอันก็โดนมอเตอร์ไซต์เบียดมาทำให้เป็นริ้วรอยน้อยมากตามแต่จะเป็นกัน ยิ่งถ้ารถคันเล็ก ๆ ต่ำ ๆ อย่างฮอนด้า แจ๊ซเนี่ย เขาชอบมากระแซะกันจริง ๆ ทั้งข้างหน้าข้างหลังเพราะอะไรก็ไม่ทราบเหมือนกัน
อย่างหนึ่งที่ผมสงสัยนะ มีการกำหนดค่าเบี้ยประกันจากหน่วยงานของรัฐหรือไม่ เพราะเวลาทำประกันผ่านนายหน้าแล้วทำไมเบี้ยประกันถึงไม่เท่ากัน ทั้ง ๆ ที่เป็นประกันของบริษัทเดียวกัน แต่ต่างกันที่นายหน้าเท่านั้น แล้วนายหน้าหักส่วนต่างเข้ากระเป๋าหรือยังไง เยอะแค่ไหนกัน มีใครมาดูแลเรื่องนี้บ้างเปล่า?!?!
ผมอยากให้มีการควบคุมค่าเบี้ยประกันจังเลย แม้ว่าจะเป็นประกันแบบสมัครใจก็เถอะ แต่ถ้าไม่ทำเวลาเกิดรถชนกันกันขึ้นมาก็มีปัญหาให้ลำบากกันพอดี หรือถ้าเราไม่ทำพอโดนชน คนที่ทำก็ต้องค่าซ่อมให้เรายังงั้นเหรอ มันไม่ค่อยแฟร์เลยจริง ๆ นะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
Wikipedia
ผลการค้นหา