Google
 

Download unlimited stock photos!

วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ตรงไหนมันโดนละเนี่ย?!?

เย็นนี้ ผมมีธุระจะต้องเข้าที่ตึกใหญ่ ทุกครั้งที่เข้ามา ผมจะขับขึ้นไปจอดที่ชั้นบนตลอด แต่คราวนี้ เขาบอกให้ลงไปจอดข้างล่างทั้ชั้น B2A เออ.. ก็แปลกดีนะ ไม่เป็น งั้นวิ่งลงข้างล่างก็ได้

พอผมรับบัตรจอดรถเสร็จ ก็ขับเข้าที่ทางจะลง โอ๊ะ เกือบไม่สังเกต มันมีตุ่มตรงกลางคั้นเลนไว้ ดีนะที่ผมยังไม่คล่อมมันซะก่อน ไม่งั้น รถผมโดน !! ผมสังเกตมาหลายที่แล้ว (หรือโมเมเอาเองกก็ไม่ทราบ :) ถ้าเข้าไปจอดที่ตึกจอดรถเก่า ๆ หน่อย จะเห็นว่าเขาทำทางขึ้นลงที่จอดแบบวน ไม่วนซ้ายก็วนขวา และชอบมีตุ่มเล็ก ๆ ขั้นเลนหรือบางที่ก็ไม่มีเลย

จากนั้น ผมก็ขับแบบระวังมากขึ้น เพราะกลัวจะไปกระแทะกับตุ่มขั้นเลนนั้น และทางขึ้นลงมันแคบและมองไม่ค่อยจะถนัดเอาเสียเลย ช้าหน่อยแต่รถไม่เจ็บก็ดีแล้วละ

พูดกันตามตรงนะ ระหว่างที่ขับลงไปลานจอดนี้ ยิ่งขับลง ผมยิ่งได้ความรู้สึกว่ากำลังขับรถลงถ้ำ มันมืดมาก และทางรถขึ้นลงมันไม่ได้ออกมาให้ดูง่าย สบายตาสักนิด พอผมลงมาถึงชั้น B2A ผมก็มองหาทางขึ้นและจะได้จอดใกล้ ๆ เวลาออกจะได้ง่ายหน่อย เอาง่ายไว้ก่อน :)

ผมขับวนขวามาทางออกเล็กน้อยก็พอจะเจอที่จอด งั้นเอาตรงนี้แหละนะ.. ใส่เกียร์ถอย .. มองซ้ายขวา ไม่มีรถ อืมม แบบนี้ง่ายหน่อย พอถอยมาได้สักระยะ แต่หน้ารถมันอยู่เกือบกลางทางรถวิ่งออกจากลานจอด

แล้วผมก็ปรับกระจกลงเพื่อจะมองเส้นข้างล่าง งั้นถอยอีกนิดละกันนะ .. ผมถอยอีกนิดหนึ่ง นิดจริง ๆ เพราะยังไม่วนครบวงล้อเลย แล้วผมก็ได้ยินเสียงดัง กึก ๆ 2-3 ครั้ง แค่ได้ยินผมเชื่อเลยว่าส่วนบนโดนอะไรเข้าแล้ว

ผมเดินหน้าออกไปก่อนนิดหนึ่ง ขอดูสักหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น อ้าวว ช่องระบายน้ำหรือช่องแอร์มันต่ำกว่าที่คิด มองไปข้างบนก็เขียนนะว่าระวังชน แต่ตัวมันเล็กและเขียนด้วยปากกาเมจิกหรือชอกข้างฝาแบบเด็กแว้น เขียนกวนในห้องน้ำเท่านั้นเอง

ตอนนั้น ผมคิดอะไรไม่ออกแล้ว มองหาไม่เจอ ไม่รู้ส่วนไหนมันชนกันแน่ ลองเอาเอาศอกนั่นแหละมันทาบวัดดูว่า ตรงไหนมันโล่เข้ามาบ้าง คร่าว ๆ ว่านะจะเป็นกระจก แต่ก็ยังไม่แน่ใจ เพราะมันดังแรงและน่าจะมีรอยอะไรบ้าง แต่ลองมองดูก็ไม่เห็นรอยอะไรที่กระจกเลย แล้วตรงไหนมันโดนละเนี่ย ?!?!




วันพุธที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ปีกว่าแล้วแต่แบตยังดีอยู่นะ

หลังจากที่ผมพบว่า บางครั้ง การเอารถศูนย์ เขาก็ไม่ได้ทำทุกอย่างหรืออะไรที่เราคิดไว้แม้จะเป็นเรื่องง่ายๆ ก็ตามเช่น การเติมน้ำกลั่นให้กับแบตเตอร์รี่ เพราะครั้งหนึ่ง ผมเอารถเข้าเช็คแล้วขับอยู่แค่อาทิตย์กว่า ๆ ก็เจออาการว่าสตาร์ทไม่ติดเพราะน้ำกลั้นขอดก้นแบตเลย จนต้องเรียกบริการด่วนของฮอนด้าเองมาพ่วงแบตให้ ตั้งแต่เช้าตรู่ ซึ่งผมเคยโพสต์ไว้แล้วนั้น


หลังจากที่ผมเปลี่ยนแบตกอนแรกไปจนมาถึงทุกวันนี้ก็ประมาณปีกว่า ๆ แล้วมั้ง แต่ก็ยังใช้ได้ดี ไม่มีอาการงอแงให้เห็นหรือลำคาญใจแต่อย่างใด แม้จะมีบ้างบครั้งที่ผมเจออาการสตาร์ทไม่ติด แต่ถ้าลองสตาร์ทอีกสัก 2-3 ทีก็ติดเหมือนเดิม ซึ่งผมคิดว่าเป็นเพราะอากาศเย็นมากกว่า่ ซึุ่งไม่ทำให้เสียอารมณ์หรอกครับ เพราะไม่ทำให้เสียเวลามากเหมือนตอนที่ผมแอบชะล่าใจตอนนั้น !!

ผมขอสรุปเอาเองว่า ถ้าใครที่ใช้แบตเตอร์รี่แบบต้องเติมน้ำกลั่นประจำ ก็อย่าลืมหมั่นเติมน้ำกลั่นให้ตลอด อย่างน้อยเดือนละครั้งก็ยังดีนะครับ ส่วนเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับเครื่องยนต์กลไกต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ เรียนรู้ไปก่อน อันไหนที่ทำได้ก็จัดการเลย รับรองไม่นานก็จะเชี่ยวชาญล่ะครับ



วันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ดีใจจัง เบาะแห้งแล้ว

อาทิตย์หนึ่งผ่านไป หลังจากที่ผมครุ่นคิดอยู่ว่า น้ำเข้ารถวันนั้น ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันจะปัญหาอะไรหรือเปล่า เพราะผมก็กลัวเหมือนกันว่าจะต้องเข้าซักเบาะ เสียเงินทองอีกเยอะแยะ

ถึงแม้ว่า หลังจากวันนั้นแล้ว จริงๆ แล้ว ผมแทบจะไม่เห็นวันไหน ท้องฟ้าโปร่ง แดดแจ่มสักวัน แต่เวลาที่ผมเข้าจอดที่ลานจอดของที่งาน ผมก็จะพยายามจอดมุมที่แดดพอจะส่งเข้าถึง

ถ้าจะพูดกันตามตรงแล้ว ตั้งแต่วันนั้นก็จนถึงวันนี้ ผมยังไม่เจออาการอะไรที่บ่งบอกว่า ระบบไฟฟ้าขัดข้อง หรือแม้แต่อาการกลิ่นในห้องโดยสาร เพราะพรมเปียกแฉะขนาดนั้น อาจจะเรียกว่า โชคดีของผมไม่มีปัญหาก็ได้นะที่รถ แต่ก็ไม่อยากเจออีกล่ะ

เอาเป็นว่า จากนี้เป็นต้นไป ผมคงก็ต้องระวังให้ดี คอยตรวจดูว่าหน้าต่างประตูปิดสนิทดีแล้วหรือยัง ทั้งการจอดแบบชั่วคราวหรือข้ามคืน หรือแค่ช่วงสั้น ๆ เวลารถพักรถละครับ :)



วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

ฝนตก น้ำเข้ารถ เบาะเปียก พื้นแฉะ

ตอนนั้น ประมาณ 3 ทุ่มกว่า ฝนยังตกแบบมืดฟ้ามัวดินหรือไม่รู้จักหยุดหย่อนเลย ผมมองลงไปข้างล่าง เห็นน้ำเริ่มจะเต็มถนนหน้าตึก เอาล่ะ .. ผมยอมที่จะลงมาย้ายรถก่อนที่น้ำจะเข้ารถผมจากใต้ท้องรถ ยอมเปียกดีกว่ายอมให้น้ำเข้ารถเยอะกว่านั้น

พอผมเปิดประตุรถเข้าไปนั่งเบาะคนขับ ผมก็รู้สึกว่ากระจกด้านหน้าก็เป็นฝ้าจนจะมองไม่เห็นทางและได้ยินเสียงฝนดังกว่าที่เคย ผมเลยมองไปด้านหลัง .. โอ้.. โน่ !!!! กระจกด้านหลังซ้ายมือลดลงมาครึ่งบานเลยครับ นาทีนั้น ไม่รีรออะไรอีกแล้ว รีบกดกระจกขึ้นปิดทันที คงไม่ต้องรอให้เลื่อนรถขึ้นอีกแล้ว ปิดให้ได้ก่อนเป็นดีที่สุด

หลังจากที่ผมเอารถขึ้นไปจอดด้านบนเสร็จ ผมก็เปิดไฟหลังคาไว้แล้วจัดการซับน้ำด้วยกระดาษทิชชู่บ้าง ผ้าเช็ดรถบ้าง ทั้งบนเบาะและใต้เบาะ เพื่อซับออกให้มากที่สุด หรือให้มันแห้งมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะถ้าปล่อยไว้ มันก็คงเปียกและซึมลงในเบาะมากกว่านี้ ถึงเวลานั้น มันก็คงไม่แห้งง่ายแน่ ๆ และส่งกลิ่นเหม็นได้

ผมขลุกอยู่ในรถประมาณชั่วโมงกว่า ๆ แต่ผมก็ยังไม่สามารถเปิดประตู หน้าต่างได้เพราะฝนก็ยังกระหน่ำแบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุดสักที รอให้ถึงเช้าแล้วหาไดร์มาเป่าคงไม่ดีแน่ แก้ตรงนี้ให้ได้ก่อน ถ้ายังไม่ดีขึ้น ตอนเช้าค่อยคิดอีกทีว่าจะเอายังไง !!!

สุดท้าย ผมอยากจะบอกว่า เจ็บใจตัวเองที่ไม่ดูให้ดีซะก่อนที่เดินออกจากรถเมื่อตอนบ่าย แม้จะจอดชิดกำแพงก็ก็ลืมไปจริง ๆ .. ต้องรอดูผลอีกสัก 2-3 วันว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง :P




วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

การจอดรถที่ ร.พ. กล้วยน้ำไท

วันนี้ ผมมีโอกาศได้เข้าไปใช้บริการโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท ที่ใกล้แยกพระโขนงนั่นแหละครับ เลยอยากแนะนำวิธีจอดรถที่นี่สักหน่อย

ผมขับเข้าทางพระราม 4 เพราะมาจากตลาดคลอดเตย พอเข้าไปผมก็ตีไฟจะเข้าซ้ายเพื่อวิ่งขึ้นลานจอดด้านบน แต่พี่คนที่โบกรถด้านหน้าบอกให้ผมออกไปจอดข้างนอกแทน ก็แปลกดีเหมือนกัน เพราะลานจอดด้านบนน่าจะดีกว่า แต่ก็ไม่เป็นไรเขาขอมาก็จัดไป
เอาเป็นว่า ผมต้องวนรถรอบเสาตรงทางเข้าโรงพยาบาล เพื่อจะออกไปจอดรถข้างนอกอีกที พอพ้นหน้าโรงพยาบาลก็ชิดซ้ายเข้าลานจอดที่อยู่ตรงข้ามกับโรงพยาบาล ข้าง ๆ กันก็จะมีเต้นท์ขายกับข้าว แต่ผมไม่ได้แวะเพราะอยากเข้าไปหาหมอมากกว่า อีกอย่างเดี๋ยวก็เข้าบ้าน ไปกินข้าวที่บ้านดีกว่า :)

ลานจอดตรงนี้ น่าจะจอดได้อย่างมากก็ประมาณ 15 - 16 คัน โดยจัดเลนจอดไว้ 2 แบบ ๆ แรกหันหน้าเข้าฝาผนังด้นใน ทำมุมทะแยงและอีกแบบก็จอดขนาดถนนซึ่งจอดได้ประมาณ 6 คัน แต่ถ้าคันใหญ่ก็จะเข้าออกยากเช่นกัน เพราะพื้นไม่เรียบ ทำให้เข็นยาก หรือบางทีอาจจะเจอแบบไม่ปล่อยเกียร์ว่างไว้อีกต่างหาก ก็คงต้องให้ทาง รพ. ช่วยอีกทีครับ

ถ้าลานจอดด้านหน้าเต็ม เขาคงไล่ให้ขึ้นไปจอดที่ลานจอดด้านบนแทน แต่ผมคิดว่าน่าจะดี ถ้าเขาจัดระเบียบการจอดรถอีกสักหน่อยครับ .. :)



วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553

การจอดรถที่ รพ. บางนา

เผื่อว่าใครมีโอกาศจะต้องขับรถเข้าไปจอดที่โรงพยาบาลบางนา และพอไปถึงหน้าโรงพยาบาลแล้วมักหาที่จอดไม่เจอ ถ้าหวังจะจอดด้านหน้าเลย ไม่ต้องคิดเลยครับเพราะเข้าจอดได้แค่ 2-3 คันก็เต็มแล้ว ถ้ามีพี่ยามหรือเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลอยู่แถวนั้นก็พอจะรู้ว่าต้องเข้าด้านใน

แต่ถ้าไม่มีคนคอยยืนบอกอยู่แถวนั้น ก็ต้องพยายามช่วยตัวเองให้ได้ก่อน อาจจะเรียกว่าลำบากสักหน่อยล่ะครับ

เอาล่ะ มาดูกันว่าจะเข้าไปลานจอดยังไงดี ..

ถ้าขับมาทางเข้าโรงพยาบาลจะอยู่ในช่องทางขวามือของโรงพยาบาล เป็นทางแคบ ๆ เข้าไป ถ้าเป็นรถปิคอัพหรือรถตู้ก็อาจจะต้องระวังสักหน่อย เพราะมันแคบมากจริง ๆ

อีกทางเข้าหนึ่ง .. เราสามารถเข้าตรงซอยใกล้ ๆ ที่ถัดจากทางเข้าโรงพยาบาลจริง ๆ ก็ได้ (ขับเลยโรงพยาบาลไปก่อน) แล้วค่อยเลี้ยวซ้ายเข้าไปที่ลานจอดรถอีกทีหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่ามันก็สะดวกและง่ายกว่าตั้งเยอะ แต่ผมไม่แน่ว่ามีป้ายบอกทางเข้าโรงพยาบาลหรือเปล่า ถ้าไม่มีอาจจะต้องสังเกตให้ดีก่อนที่จะขับเลยไปครับ

เมื่อขับผ่านตัวตึกของโรงพยาบาล จะเห็นว่ามีทางเลี้ยวซ้ายขวาและตรงไป (ทางขวาคือทางเข้าจากซอยด้านข้างนั่นเองครับ) เมื่อมองซ้ายขวาแล้วเห็นว่าปลอดภัยก็ให้ขับตรงไปขึ้นไปที่ลานจอดได้เลยครับ

พอขับขึ้นไปอาจจะงงนิดหนึ่งว่าจะจอดที่ตรงไหนดี เพราะเขาวางแนวจอดแบบแปลก ๆ เหมือนกัน โดยรวมก็คือการขับวนขวา พอขึ้นไปชั้น 2-3 ถ้าเห็นตรงไหนว่าง ก็เข้าจอดได้เลยไม่มีการติดป้ายสงวนสิทธิ์การจอดครับ ระวังแค่ว่าอย่าไปจอกขวางเข้าออก ทำให้คนอื่นเขาหมั่นใส้เอาก็พอแล้ว

สุดท้าย ผมขอบอกไว้ก่อนนะว่าไม่มีทางเข้าระหว่างอาคารจอดรถกับอาคารของโรงพยาบาล ต้องเดินลงบรรไดไปชั้นล่างก่อนแล้วค่อยเข้าทางประตูด้านหลังของโรงพยาบาลอีกทีครับ !!

ปล. ใกล้ทางเข้าด้านหลังจะมีมาร์ทร้านหนึ่งแต่ขายของช้าและแพงสักนิดหนึ่ง ถ้าไม่รีบมากก็อาจจะเดินอ้อมออกไปด้านนอกหาร้านอื่นก็ดีเหมือนกันครับ



วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553

อยากเปลี่ยนเป็น 4wd จริงๆ

เผอิญผมมีธุระด่วนที่ต้องกลับบ้าน ซึ่งตอนขาไปก้ไม่มีอะไรมา เราไปกันแค่ 3 คน แต่พอขากลับ ผมไม่ได้กลับทางเดิม เพราะจะเยี่ยมพี่สาวที่บนเขา ไหนๆ ก็มาแล้ว น่าจะลองไปเยี่ยมแกสักหน่อย ลองหาโอกาศขับรึ้นลูกนี้สักครั้ง

เช้า 9 โมงกว่า เราออกเดินทางขึ้นเขา คราวนี้ เรามีผู้โดยสารเพิ่มมาอีกคน ซึ่งช่วงแรก ๆ ก็ไม่มีอะไรมากนัก เพราะถนนยังเป็นทางลาดยาง แต่พอใกล้จะถึงจุดหมายเท่านั้นแหละ ผมยังกล้า ๆ กลัวๆ ว่าจะไปไม่ไปดีล่ะเนี่ย .. ลองดูถนนข้างล่างนี้นะครับ ..

แต่พอขับลงไปจริง ๆ มันก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด ผมขับช้าเท่าที่จะช้าได้ เพราะถ้าขืนเร่งเครื่องอย่างเดียวคงไปไม่ไม่รอดแน่ ๆ แค่น้ำหนักที่ขนไปตอนนี้ก็เยอะพอแล้ว ถ้าขับแบบหนัก ๆ รับรองว่าใต้ท้องรถต้องครูดกับถนนไปหลายทีแล้ว

หลังจากนั้น มีช่วงหนึ่งที่มีรถจอดอยู่แล้วผมต้องขับผ่านไป แต่ถนนตรงนั้นมันแคบมากและไหล่ทาง มันไม่น่าจะผ่านไปได้เลยจริง ๆ แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดี .. เฮ้ยย.. โล่งอกไปที นึกว่าต้องเข็นกันซะแล้ว

ผมขับผ่านจุดเมื่อกี้ไปไกลมากนัก ผมก็มาถึงที่หมาย แต่ผมยังมองไม่ออกว่าเราจะพักกันที่ไหน พี่เขาบอกให้มองไปโน้น ต้องเดินต่อไปอีก ... ถึงไม่บอก ผมก็ไม่คิดว่าจะขับรถลงไปแน่ ๆ
แม้แต่ที่จอดอยู่ตอนนี้ ถ้าดูเผิน ๆ ก็ เหมือนทางขึ้นเขาธรรมดา แต่เมื่อผมขับไปถึง โอ .. มันขลุกขละมาก เข้ามุมโค้งอีกต่างหาก ต้องจอดแบบทำมุมให้ดีหน่อยละกัน จะได้ไม่ขวามทางชาวบ้าน

พอตอนจะถอยเข้าจอด ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะจอดแบบไหนดี ผมเกือบจะพลาดถอยลงหลุมขนาดใหญ่หลุมหนึ่งที่อยู่ข้างหลังเพราะเพราะคิดว่าเป็นทางเรียบธรรมดา แต่ดีที่พี่เขาร้องบอกได้ทัน เลยต้องจอดเบี่ยงออกจากทางเลี้ยวนิดหนึ่ง เผื่อมีรถเข้าออก .. พอจอดรถเสร็จ ผมก็เดินลงไปที่กระท่อมกลางสวนที่ตั้งอยู่โน้นนั่นแหละครับ..

มุมนี้ ผมถ่ายตอนเดินลงไปได้กลางทางแล้ว ..


แต่มุมนี้ เป็นที่ผมหันกลับไปถ่ายรูปของผมที่จอดไว้ครับ!!

เราพักกันสัก 30 นาที แต่ก็ขนเอามะม่วง น้อยหน่าและหน่อไม้ขึ้นมาเต็มคันรถ เพราะไม่ได้ใส่เฉพาะหลังรถเท่านั้น เรายังเอามาใส่ด้านในห้องโดยสารด้วย เอาล่ะสิ แบบนี้ ผมอยากจะแปรสภาพมาเป็นรถปิกอัพแบบมีหลังคา ด้วยการพับเบาะหลังลงมาแล้วนั่งรวมกันกับถุงเสบียงไปเลยดีไหม :)

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าให้นั่งกันไปแบบธรรมดานั่นแหละ จะได้ไม่เหนื่อยมาก และเผื่อว่าตำรวจเรียกระหว่างทาง จะได้ไม่มีปัญหา ต้องมาต่อรองกันอีกสาระพัด

ผมมาเสียเวลาอีกตอนจะเข้าส่งพี่ชายที่ลพบุรี ตอนแรก ผมก็คิดว่าจะเป็นทางผ่าน ใกล้ ๆ กับสระบุรี แต่ที่ไหนได้ เลยขึ้นไปอีกจนเกือบถึงสิงห์บุรี และถนนมันไม่น่าวิ่งเอาเสียเลย ลองคิดดูถนนที่มีรถบรรทุกวิ่งทุก ๆ ชั่วโมงครับ มันเป็นหลุมเป็นบ่อ จะวิ่งเร็วก็ไม่ได้ ต้องคอยคลานไปเรื่อย ๆ ผมก็ไม่รู้ว่าคนแถวนั้น เขาไม่บ่นกันบ้างหรือไง หรือว่าทำใจได้แล้วสิ

ผมน่าจะเสียเวลาตรงนี้เกือบ 3 ชั่วโมง แม้ว่าระยะทางจะ ไม่กี่ร้อยกิโลเท่านั้น แต่มันวิ่งเร็วไม่ได้จริง ๆ และดูเหมือนว่าจะไม่มีทางเลือกแล้วล่ะตอนนั้น คงต้องเดินหน้าต่อไป สู้ ๆๆๆๆ

พอวิ่งมาถึงก่อนจะเข้าสระบุรี ผมก็เจอฝนตกเป็นระยะ ๆ .. เป็นระยะจริง ๆ แบบขับผ่านไปก็เจออีกเป็นแบบนี้ไป 2 - 3 ครั้งซึ่งแต่ละครั้งก็หนักมากเหมือนกัน เพราะโคลนที่ติดข้างรถ บังโคลนล้อและที่เกาะอยู่ตามข้างรถ มันออกหมดเลย เหมือนว่าล้างรถมาดี ๆ นี่เอง..

ผมมาจอดพักเข้าห้องน้ำที่ปั้มปิโตรนาส พหลโยธิน เพราะกลัวว่าน้ำมันจะหมดก่อนที่จะถึงบ้าน หรือพอวิ่งขึ้นทางด่วนแล้วน้ำมันหมดกลางทาง คงลำบากกว่านี้แน่ ๆ

จากนั้น ผมก็แวะส่งพี่ชายอีกคนที่ห้วยขวาง และผมไม่คิดจะเข้าพักอะไรหรอก ตอนนี้ เหนื่อย อยากกลับบ้าน อาบน้ำให้เย็นฉ่ำเท่านั้นก็พอ อดทนอีกนิดเพื่อให้ถึงที่หมาย ถ้าพักแล้วมันจะทำให้เหนื่อยกว่าเดิมแล้วไม่อยากขับรถต่ออีกนะสิ

ผมกลับถึงบ้านประมาณ 3 ทุ่มกว่า ซึ่งตอนแรกผมกะเอาไว้แค่ประมาณ 5-6 โมงก็น่าจะถึงกรุงเทพแล้ว และก็ผิดความคาดหมายอย่างมาก !!





วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553

แบตอีกแล้วครับ!!

เช้านี้ งานเข้าแต่เช้าเลย ทั้ง ๆ ที่ อากาศกำลังเย็นสบายดี ..

เรื่องมีอยู่ว่า...

หลังจากที่ผมเช็ดกระจกทั้งสองข้างเสร็จ เพราะฝนตกเมื่อคืน แล้วผมก็เข้าไปนั่งรัดเข็มขัด บิดกุญแจเพื่อสตาร์ทรถ ... แกร๊กๆๆ แกร๊กกกๆ เออ ทำไมมันดังแบบนี้นะ เป็นอะไรแต่เช้าเนี่ย ?!?!?
ผมลองสตาร์ทรถอีกครั้ง .. ฮ่าาาา โดยไม่ต้องสงสัย เป็นที่แบตเตอร์รี่ชัวร์ ๆ อาการเดียวกันกับตอนที่ผมต้องเรียก Honda service ครั้งที่แล้วเด๊ะเลย

ผมเลยเดินออกจากรถ เปิดกระโปรงหน้ารถ เปิดฝาแบตแต่ละช่องออกแล้วส่องดู อืมม เป็นไปตามที่คิด น้ำกลั่นพร่องลงไปหลายช่องเลย งั้นเอาน้ำกลั่นที่เหลือเพียงน้อยนิดหลังรถมาเติมดีกว่า เผื่อว่ามันอาจจะดีขึ้นบ้าง ถ้าไม่ได้จริง ๆ ก็ต้องเรียก Honda Service มาใช้บริการอีกครั้ง .. :)

เมื่อผม เติมน้ำกลั่นเสร็จเรียบร้อยก็กลับไปลองสตาร์ทรถอีกรอบ สตาร์ทครั้งแรก มีเสียงท่าทางจะดีขึ้นแต่ยังไม่ติด !!

อืมม งั้นลองอีกครั้ง .. Oh Yes!! ติดแล้ว แต่ก่อนที่ติดก็มีเสียงแปลก ๆ .. ไม่เป็นไร แต่ก็ดีใจที่ติดจนได้

จริง ๆ ผมเติมน้ำกลั่นลงไปนิดเดียวเองนะ ถ้าตวงเหล้าก็แค่แก้วเหล้าเป๊กเดียวเท่านั้น :) แต่ก็แล้วล่ะ.. จะได้ไม่เสียเวลากับเรื่องรถแต่เช้า เดี๋ยววุ่นวายกันใหญ่

พอผมขับมาถึงปั้ม ปตท. ตรงสามแยกกล้วยน้ำไท ผมก็เลยแวะเข้าไปซื้อน้ำกลั่นสักขวด ๆ 11 บาท อืมม.. ก็ถูกดีนะ (ทำไม่ไม่ยักกะมีติดรถก็ไม่รู้)

หลังจากที่ได้น้ำกลั่นมาแล้ว ผมคิดแต่ว่าจะต้องหาที่เติมน้ำกลั่นให้เร็วที่สุด เพราะคงไปไม่ได้อีกไกลถ้ายังเป็นแบบนี้ และถ้าจะจอดอีกสักที่ระหว่างทางก็ชักไม่แน่ว่าจะสตาร์ทติดหรือไม่ ไม่ยังค่อยจะมี่นใจชะตากรรมตัวเองซะเลย.. ซะงั้น!

พอผมถึงที่ทำงาน จอดรถเรียบร้อยแล้ว ก็จัดการเปิดฝากระโปรงหน้าอีกครั้งสำหรับเช้านี้ ขอเติมน้ำกลั่นให้เสร็จ ๆ ก่อน ที่ไปทำอย่างอื่น ถ้าจะรอไว้เติมตอนเย็นคงไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่จะรีบกลับบ้านทุกที ไม่ค่อยสนใจอะรไนักหรอก และถ้าไม่เติมให้เสร็จ ขืนปล่อยไว้คงไม่ดีแน่ :P





Wikipedia

ผลการค้นหา

สนุก สลากกินแบ่งรัฐบาล