เลิกงานวันนี้ ผมรีบออกจากที่ทำงานประมาณ 4 โมงเย็นเพื่อจะนำรถไปเข้าอู่ทำสี ซ่อมรอยมอเตอร์ไซต์เมื่อก่อนปีใหม่โน้นเลย ปล่อยคาราคาซังไว้นานแล้ว แต่ไม่ยักกะมีเวลาให้สักที เลยตัดสินใจเอาเข้าอู่ทำให้เสร็จไปเลยดีกว่า รอครั้งเดียวยังดีกว่ารอแบบไม่รู้ว่าเมื่อไหร อยากขับรถสวยไม่มีรอยก็ต้องยอม ๆ กันหน่อยล่ะ
ตอนแรก ผมก็จะรอให้สิ้นประกันตอนจะสิ้นปีเลยแต่ก็ไม่เอาดีกว่า เดี๋ยวมันไม่คุ้มค่าเบี้ยประกัน 555 ..
ผมเดาเอาว่าหลายคนก็คงคิดเหมือนผมนะ เพราะค่าเบี้ยประกันยิ่งแพงขึ้นทุกวันนี้ อย่างน้อยเข้าเคลมปีละ 2 ครั้งก็พอแล้ว ยิ่งถ้าเป็นประกันชั้นหนึ่ง แล้วไมได้เคลมเลยมันทำให้รู้สึกว่าเสียเปล่าไปเฉย ๆ ไม่ต้องห่วงว่าเบี้ยประกันจะถูกลงหรอกครับ มันแพงขึ้นตลอด ถ้าเอาแบบถูกหน่อยก็จะโดนตัดว่าไม่คุ้มครองตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง ไอ้เราก็อยากจะให้คุ้มครองครบก็เลยต้องยอมจ่ายแพงเหมือนเดิมทุกที
ผมบอกตรง ๆ ว่าส่วนใหญ่รถที่นำเข้าเคลมตอนสิ้นปีทุกวันนี้จะมี 2 อย่าง อันหนึ่งเบียดขอบฟุตบาตและอีกอันก็โดนมอเตอร์ไซต์เบียดมาทำให้เป็นริ้วรอยน้อยมากตามแต่จะเป็นกัน ยิ่งถ้ารถคันเล็ก ๆ ต่ำ ๆ อย่างฮอนด้า แจ๊ซเนี่ย เขาชอบมากระแซะกันจริง ๆ ทั้งข้างหน้าข้างหลังเพราะอะไรก็ไม่ทราบเหมือนกัน
อย่างหนึ่งที่ผมสงสัยนะ มีการกำหนดค่าเบี้ยประกันจากหน่วยงานของรัฐหรือไม่ เพราะเวลาทำประกันผ่านนายหน้าแล้วทำไมเบี้ยประกันถึงไม่เท่ากัน ทั้ง ๆ ที่เป็นประกันของบริษัทเดียวกัน แต่ต่างกันที่นายหน้าเท่านั้น แล้วนายหน้าหักส่วนต่างเข้ากระเป๋าหรือยังไง เยอะแค่ไหนกัน มีใครมาดูแลเรื่องนี้บ้างเปล่า?!?!
ผมอยากให้มีการควบคุมค่าเบี้ยประกันจังเลย แม้ว่าจะเป็นประกันแบบสมัครใจก็เถอะ แต่ถ้าไม่ทำเวลาเกิดรถชนกันกันขึ้นมาก็มีปัญหาให้ลำบากกันพอดี หรือถ้าเราไม่ทำพอโดนชน คนที่ทำก็ต้องค่าซ่อมให้เรายังงั้นเหรอ มันไม่ค่อยแฟร์เลยจริง ๆ นะ
วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2553
สุดเสียวที่ลาดกระบัง
วันนี้ ผมมีธุระจะไปดูบ้านทางลาดกระบัง และจะไปรับเพื่อนมาช่วยนำทางแถวนั้นด้วย เพราะผมไม่รู้จักเท้านทางแถวนั้นเลย
พอรับเพื่อนเสร็จ ผมก็กลับรถใต้สะพานตรงตลาดหัวตะเข้ เสร็จแล้วผมจะต้องกลับรถอีกที่ใต้สะพาน ผมต้องกลับรถใต้สะพานแล้วเลี้ยวเข้าไปทางถนนเจริญกรุง แต่ก็ลืมกลับรถ ทำให้ต้องวิ่งเลยไปอีกที แล้วต้องหาที่กลับรถใหม่
ระหว่างนั้น ผมก็คิดอยู่ในใจว่าต้องมีกลับรถทางขวามือ แต่คิดผิดครับ เพราะแถวนั้น ส่วนใหญ่เขาให้กลับรถใต้สะพานซะหมดเลย
พอผมวิ่งไปถึงอีกสะพานที่น่าจะเกือบถึงสนามบินแล้วล่ะ พอกำลังจะขึ้นสะพานเพื่อนที่ไปรับบอกให้รีบกลับรถเดี๋ยวจะเลยอีก ..
เอาละสิ ผมวิ่งอยู่เลนขวาสุดแต่ต้องเข้าซ้ายเพื่อกลับรถใต้สะพาน ผมเหลือบมองกระจกซ้าย อืมม มีรถวิ่งตามแต่อยู่ไกลนิดหนึ่ง ข้างหลังไม่มีอะไร คิดว่าน่าจะโอแหละ
ผมมองกระจกหลังและก็เห็นมีรถคันหนึ่งวิ่งตามมาแต่น่าจะพอทำได้ แต่พอเอาจริงๆ เขามาเร็วกว่าที่เราคิด ก็ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าเป็นการกระทำที่เสี่ยงมากจริง ๆ ทำให้รถที่วิ่งตาม ๆ กันมาเบรคกันจ้าละหวั่น รวมไปถึงรถเลนสุดท้ายที่จะกลับรถใต้สะพานด้วย เอาไงดีล่ะ?!?!
แต่ตอนนั้น มันเบรคไม่ได้แล้วครับเพราะหักหน้ารถไปไกลแล้ว ขืนอยู่ตรงกลางลำต่อมีหวังโดนด่านานกว่านั้นแน่ ๆ ตัดสินใจซิ่งลงใต้สะพานกลับรถหนีไปเลยดีกว่า ยอม ๆ ให้ด่าแค่เห็นท้ายก็น่าจะพอแล้ว .. :)
ตอนขากลับเข้าเมือง ผมก็ผ่านมาที่ตรงนี้อีกที อ้าววว เลยไปอีกนิดหนึ่งมีให้กลับรถด้วย เกือบเอาชีวิตไปเที่ยงที่ลาดกระบังซะแล้ว !!!
สุดท้ายก็ขออภัยเพื่อน ๆ ที่ขับตามผมมาวันนั้น ที่ทำให้ต้องเบรคกระทันหันหวิดเกิดอุบัติเหตุใหญ่ เพราะความไม่รู้เส้นทางเลยจริง ๆ และเป็นความเสี่ยงจริงๆ ที่ทำแบบนั้น และขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่บริเวณนั้นที่ปกป้องให้ข้าน้อยปลอดภัยมาครับ :)
พอรับเพื่อนเสร็จ ผมก็กลับรถใต้สะพานตรงตลาดหัวตะเข้ เสร็จแล้วผมจะต้องกลับรถอีกที่ใต้สะพาน ผมต้องกลับรถใต้สะพานแล้วเลี้ยวเข้าไปทางถนนเจริญกรุง แต่ก็ลืมกลับรถ ทำให้ต้องวิ่งเลยไปอีกที แล้วต้องหาที่กลับรถใหม่
ระหว่างนั้น ผมก็คิดอยู่ในใจว่าต้องมีกลับรถทางขวามือ แต่คิดผิดครับ เพราะแถวนั้น ส่วนใหญ่เขาให้กลับรถใต้สะพานซะหมดเลย
พอผมวิ่งไปถึงอีกสะพานที่น่าจะเกือบถึงสนามบินแล้วล่ะ พอกำลังจะขึ้นสะพานเพื่อนที่ไปรับบอกให้รีบกลับรถเดี๋ยวจะเลยอีก ..
เอาละสิ ผมวิ่งอยู่เลนขวาสุดแต่ต้องเข้าซ้ายเพื่อกลับรถใต้สะพาน ผมเหลือบมองกระจกซ้าย อืมม มีรถวิ่งตามแต่อยู่ไกลนิดหนึ่ง ข้างหลังไม่มีอะไร คิดว่าน่าจะโอแหละ
ผมมองกระจกหลังและก็เห็นมีรถคันหนึ่งวิ่งตามมาแต่น่าจะพอทำได้ แต่พอเอาจริงๆ เขามาเร็วกว่าที่เราคิด ก็ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าเป็นการกระทำที่เสี่ยงมากจริง ๆ ทำให้รถที่วิ่งตาม ๆ กันมาเบรคกันจ้าละหวั่น รวมไปถึงรถเลนสุดท้ายที่จะกลับรถใต้สะพานด้วย เอาไงดีล่ะ?!?!
แต่ตอนนั้น มันเบรคไม่ได้แล้วครับเพราะหักหน้ารถไปไกลแล้ว ขืนอยู่ตรงกลางลำต่อมีหวังโดนด่านานกว่านั้นแน่ ๆ ตัดสินใจซิ่งลงใต้สะพานกลับรถหนีไปเลยดีกว่า ยอม ๆ ให้ด่าแค่เห็นท้ายก็น่าจะพอแล้ว .. :)
ตอนขากลับเข้าเมือง ผมก็ผ่านมาที่ตรงนี้อีกที อ้าววว เลยไปอีกนิดหนึ่งมีให้กลับรถด้วย เกือบเอาชีวิตไปเที่ยงที่ลาดกระบังซะแล้ว !!!
สุดท้ายก็ขออภัยเพื่อน ๆ ที่ขับตามผมมาวันนั้น ที่ทำให้ต้องเบรคกระทันหันหวิดเกิดอุบัติเหตุใหญ่ เพราะความไม่รู้เส้นทางเลยจริง ๆ และเป็นความเสี่ยงจริงๆ ที่ทำแบบนั้น และขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่บริเวณนั้นที่ปกป้องให้ข้าน้อยปลอดภัยมาครับ :)
วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553
แยกไฟแดงอ่อนนุชอีกแล้ว!!
เรื่องมันเกิดที่ไฟแดงอ่อนนุช แยกไฟแดงทางสวนหลวง ต่อไปก็คงจะเรียกแยกนี้ว่าเป็นแยกอันตรายบ้างแล้ว เพราะว่ามีเหตุชวนสยองตรงนี้ตั้งหลายครั้งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นขาเข้าหรือขาออก ก็เจอประจำแม้ว่าจะยังไม่เกิด แต่ก็เฉียดไปหลายครั้ง มันเลยพลอยทำให้อารมณ์เสียตอนขับรถไปตลดทาง ...
เรื่องมันมีอยู่ว่า ...
ผมก็เห็นเลนซ้ายมันว่าง ก็เลยตีไฟวิ่งออกซ้ายไปเลย เพราะไม่อยากรอให้รถเลี้ยวขวาไปจนหมด ผมมองดูข้างหน้ามันก็โล่งนะไม่มีอะไร ซึ่งถ้าหลุดจากรถที่รอเลี้ยวขวาไปก็สบายแล้ว
พอเลี้ยวออกตัวไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งตัวตรงพร้อมซิ่ง ผมก็เห็นรถแทกซี่สีส้มวิ่งออกมาแบบไม่ดูตาม้าตาเรือเลย คือแบบแกมาประชิดขวามือผมเลยทีเดียว ผมก็เลยบีบแตรใส่ไป 2 - 3 ที แต่ยังเฉยไม่มองมาเลยสักนิด แถมยังซิ่งตัดหน้าเราออกไปเฉยเลย แบบจะรีบขนาดนั้น ดูท่างทางไม่มีผู้โดยสารด้วยมั้ง
บอกตามตรงว่า ถ้าผมไม่อยากเสียเวลา และต้องใช้รถเสาร์นี้ ผมคงจะหักพวงมาลัยใส่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย เซ็งมาก ๆ เลย มันไม่ใช่แค่หมั่นใส้หรือลำคาญแล้ว เรียกว่าโกรธจัดเลยทีเดียว เขาทำแบบนี้ได้ไง เขาอยู่ข้างหน้าผมไปอีก 3-4 คัน ถ้าไม่เห็นว่าผมออกมาก่อนก็คงไม่ใช่เหตุผลแล้วล่ะ
สุดท้ายก็ลืมไปเลยที่จะจดหมายเลขทะเบียนไว้ เพราะมัวแต่โกรธ ๆๆๆๆ อยากเอาคืนจริง ๆ แต่ไม่มีโอกาส.. ถ้าเจออีกรอบนะ จะชนจริง ๆ เลย!!
เรื่องมันมีอยู่ว่า ...
ผมก็เห็นเลนซ้ายมันว่าง ก็เลยตีไฟวิ่งออกซ้ายไปเลย เพราะไม่อยากรอให้รถเลี้ยวขวาไปจนหมด ผมมองดูข้างหน้ามันก็โล่งนะไม่มีอะไร ซึ่งถ้าหลุดจากรถที่รอเลี้ยวขวาไปก็สบายแล้ว
พอเลี้ยวออกตัวไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งตัวตรงพร้อมซิ่ง ผมก็เห็นรถแทกซี่สีส้มวิ่งออกมาแบบไม่ดูตาม้าตาเรือเลย คือแบบแกมาประชิดขวามือผมเลยทีเดียว ผมก็เลยบีบแตรใส่ไป 2 - 3 ที แต่ยังเฉยไม่มองมาเลยสักนิด แถมยังซิ่งตัดหน้าเราออกไปเฉยเลย แบบจะรีบขนาดนั้น ดูท่างทางไม่มีผู้โดยสารด้วยมั้ง
บอกตามตรงว่า ถ้าผมไม่อยากเสียเวลา และต้องใช้รถเสาร์นี้ ผมคงจะหักพวงมาลัยใส่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย เซ็งมาก ๆ เลย มันไม่ใช่แค่หมั่นใส้หรือลำคาญแล้ว เรียกว่าโกรธจัดเลยทีเดียว เขาทำแบบนี้ได้ไง เขาอยู่ข้างหน้าผมไปอีก 3-4 คัน ถ้าไม่เห็นว่าผมออกมาก่อนก็คงไม่ใช่เหตุผลแล้วล่ะ
สุดท้ายก็ลืมไปเลยที่จะจดหมายเลขทะเบียนไว้ เพราะมัวแต่โกรธ ๆๆๆๆ อยากเอาคืนจริง ๆ แต่ไม่มีโอกาส.. ถ้าเจออีกรอบนะ จะชนจริง ๆ เลย!!
วันอังคารที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2553
ขับรถเข้ากรุงคนเดียว
หลังจากที่ผมออกจากกรุงเพพมาตั้งหลายวัน วันนี้ก็ได้เวลาที่ผมจะต้องกลับเข้ากรุงเทพเพื่อกลับไปทำมาหากิน (ทำงาน) เหมือนเดิมแล้วสินะ
ตลอดการเดินทาง ผมเห็นมีการตั้งด่านตรวจ และมีการตั้งกรวยกรองรถบ้างเหมือนกันนะ แต่ผมก็ไม่ได้โดนเรียกตรวจค้นสักครั้ง
ด่านแรกที่เจอคือตอนเลี้ยวซ้ายเข้าสายเอเชียที่เมืองพล ด่านนี้จะอยู่ไม่ไกลจากไฟแดงมากนักและมีตำรวจเยอะมาก แต่ก็เป็นการสุ่มเช็คเท่านั้น ผมก็ไม่ได้โดนเรียกหรอก เขาคงเห็นว่าผมเพิ่งจะออกมากถนนสายรองที่แยกไฟแดงนั่นเอง
พอมาติดไฟแดงที่แยกสีดา ผมก็เห็นมีตำรวจคนหนึ่งเดินไปคุยกับคนขับรถบรรทุกเล็กคนหนึ่งที่ฝั่งขาไปขอนแก่น ผมเดาเอาเองว่าคงประมาณให้ไปหยุดตรวจข้างหน้าอะไรทำนองนั้น เพราะเห็นแกชี้ไม้ชี้มือไปข้างหน้า แต่ผมก็ไม่เห็นมีคนยืนรอที่ข้างหน้าเลยจากไฟแดงไปนะ เอาเป็นว่าเขาาคงมาถามสาระทุกข์สุกดิบกันเท่านั้นแหละมั้ง
จากนั้น ตำรวจคนนั้นก็มายืนรอตรงเกาะกลางถนนเหมือนจะข้ามกลับไปที่ป้อมแต่ก็ไม่ข้าม พอดีรถขาเข้ากรุงเทพได้สัณญาณไฟเขียว แล้วแกก็เดินลงมาที่ถนนข้ามกลับไปที่ป้อม แต่หยุดอยู่ตรงนั้นเลยแหละ แล้วโบกมือให้รถปิคอัพหรือ crv นี่แหละให้เข้าเลนซ้ายสุดเพื่อตรวจเช็ค ผมก็ไม่ได้สนใจมองไปให้ทั่วคันว่าเป็นรุ่นไหน รู้แต่ว่าตรงไฟหน้าเขามีตกแต่งตัวครอบไฟสีโครเมี่ยม แต่จะซิ่งออกตัวไปให้พ้น ๆ เท่านั้น
ผมสังเกตว่าเขาจะขึ้นป้ายบอกให้เลี้ยวขวาเพื่อเลี่ยงเข้ากรุงเทพตรงใกล้แยกเทพาลัย ซึ่งเป็นการแบ่งรถไปทางด่านขุนทดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แทนการปล่อยให้รถขึ้นไปจุกกันที่ลำตะคอง เพราะจะทำให้รถติดกันเป็นขบวนยาวเหยียดกันทุกปี
พอมาถึงปากช่อง ผมรู้สึกเมื่อยล้านิดนิดเลยต้องหาที่พักรถสักหน่อย .. ผมเลือกแวะเข้า HomePro ที่กลางดง อ. ปากช่องเพราะจะได้เอารถเข้าร่มและเข้าห้องน้ำแบบเย็นสบาย .. :)
ผมขับไปได้สักพัก ก็เริ่มจะรู้สึกหิวขึ้นมา แต่เผอิญช่วงนั้นเป็นบนเขา เลยหาปั้มยากสักหน่อย ผมขับไปจนเกือบจะถึงสระบุรี จึงแวะเข้าปั้มปิโตรนัสหาขนมใส่ท้องสักหน่อย คงไม่ต้องไปนั่งทานข้าวเป็นจริงเป็นจังมากขนาดนั้น เพราะตามปกติ ถ้าขับรถทางไกล ผมก็ไม่ชอบจอดรถพักแล้วไปนั่งทานข้าวนาน ๆ แล้ว อยากให้ถึงจุดหมายเร็ว ๆ มากกว่าน่ะ
หลังจากที่ได้ขนมรองท้องแล้วก็พร้อมออกเดินทางต่อ ผมขับรถไปแบบสบาย ๆ ไม่เครียดอะไร เพราะไม่เยอะ ไม่วุ่นวาย แม้ว่าจะเข้าสระบุรีแล้วก็ตาม
พอเลี้ยวเข้าวงแหวนตะวันออก ผมก็ทำความเร็วได้ดีพอสมควร แม้ว่ารถจะเยอะแต่อาศัยว่าถนนดี มี 4 เลนให้ทำให้รถแต่ละคันวิ่งกันแบบมันส์สะใจไปเลย ต่างคนต่างซิ่งแบบสุด ๆ
ผมมาถึงที่บ้านประมาณบ่าย 3 โมงนิด ๆ หรือยังไม่ถึงด้วยซ้ำ ซึ่งผมคิดว่าวันนี้น่าจะเป็นการขับทางไกลไม่ค่อยเครียดเหมือนทุกครั้ง ไม่เจออุบัติเหตุ ไม่เจอรถซิ่งตัดหน้า หรือขับมากวนใจอะไร..
สุดท้าย ผมอยากขอบคุณเพื่อนร่วมทางทุกท่านที่ขับรถดีมีมรรยาทตลอดการเดินทางวันนี้ .. :)
ตลอดการเดินทาง ผมเห็นมีการตั้งด่านตรวจ และมีการตั้งกรวยกรองรถบ้างเหมือนกันนะ แต่ผมก็ไม่ได้โดนเรียกตรวจค้นสักครั้ง
ด่านแรกที่เจอคือตอนเลี้ยวซ้ายเข้าสายเอเชียที่เมืองพล ด่านนี้จะอยู่ไม่ไกลจากไฟแดงมากนักและมีตำรวจเยอะมาก แต่ก็เป็นการสุ่มเช็คเท่านั้น ผมก็ไม่ได้โดนเรียกหรอก เขาคงเห็นว่าผมเพิ่งจะออกมากถนนสายรองที่แยกไฟแดงนั่นเอง
พอมาติดไฟแดงที่แยกสีดา ผมก็เห็นมีตำรวจคนหนึ่งเดินไปคุยกับคนขับรถบรรทุกเล็กคนหนึ่งที่ฝั่งขาไปขอนแก่น ผมเดาเอาเองว่าคงประมาณให้ไปหยุดตรวจข้างหน้าอะไรทำนองนั้น เพราะเห็นแกชี้ไม้ชี้มือไปข้างหน้า แต่ผมก็ไม่เห็นมีคนยืนรอที่ข้างหน้าเลยจากไฟแดงไปนะ เอาเป็นว่าเขาาคงมาถามสาระทุกข์สุกดิบกันเท่านั้นแหละมั้ง
จากนั้น ตำรวจคนนั้นก็มายืนรอตรงเกาะกลางถนนเหมือนจะข้ามกลับไปที่ป้อมแต่ก็ไม่ข้าม พอดีรถขาเข้ากรุงเทพได้สัณญาณไฟเขียว แล้วแกก็เดินลงมาที่ถนนข้ามกลับไปที่ป้อม แต่หยุดอยู่ตรงนั้นเลยแหละ แล้วโบกมือให้รถปิคอัพหรือ crv นี่แหละให้เข้าเลนซ้ายสุดเพื่อตรวจเช็ค ผมก็ไม่ได้สนใจมองไปให้ทั่วคันว่าเป็นรุ่นไหน รู้แต่ว่าตรงไฟหน้าเขามีตกแต่งตัวครอบไฟสีโครเมี่ยม แต่จะซิ่งออกตัวไปให้พ้น ๆ เท่านั้น
ผมสังเกตว่าเขาจะขึ้นป้ายบอกให้เลี้ยวขวาเพื่อเลี่ยงเข้ากรุงเทพตรงใกล้แยกเทพาลัย ซึ่งเป็นการแบ่งรถไปทางด่านขุนทดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แทนการปล่อยให้รถขึ้นไปจุกกันที่ลำตะคอง เพราะจะทำให้รถติดกันเป็นขบวนยาวเหยียดกันทุกปี
พอมาถึงปากช่อง ผมรู้สึกเมื่อยล้านิดนิดเลยต้องหาที่พักรถสักหน่อย .. ผมเลือกแวะเข้า HomePro ที่กลางดง อ. ปากช่องเพราะจะได้เอารถเข้าร่มและเข้าห้องน้ำแบบเย็นสบาย .. :)
ผมขับไปได้สักพัก ก็เริ่มจะรู้สึกหิวขึ้นมา แต่เผอิญช่วงนั้นเป็นบนเขา เลยหาปั้มยากสักหน่อย ผมขับไปจนเกือบจะถึงสระบุรี จึงแวะเข้าปั้มปิโตรนัสหาขนมใส่ท้องสักหน่อย คงไม่ต้องไปนั่งทานข้าวเป็นจริงเป็นจังมากขนาดนั้น เพราะตามปกติ ถ้าขับรถทางไกล ผมก็ไม่ชอบจอดรถพักแล้วไปนั่งทานข้าวนาน ๆ แล้ว อยากให้ถึงจุดหมายเร็ว ๆ มากกว่าน่ะ
หลังจากที่ได้ขนมรองท้องแล้วก็พร้อมออกเดินทางต่อ ผมขับรถไปแบบสบาย ๆ ไม่เครียดอะไร เพราะไม่เยอะ ไม่วุ่นวาย แม้ว่าจะเข้าสระบุรีแล้วก็ตาม
พอเลี้ยวเข้าวงแหวนตะวันออก ผมก็ทำความเร็วได้ดีพอสมควร แม้ว่ารถจะเยอะแต่อาศัยว่าถนนดี มี 4 เลนให้ทำให้รถแต่ละคันวิ่งกันแบบมันส์สะใจไปเลย ต่างคนต่างซิ่งแบบสุด ๆ
ผมมาถึงที่บ้านประมาณบ่าย 3 โมงนิด ๆ หรือยังไม่ถึงด้วยซ้ำ ซึ่งผมคิดว่าวันนี้น่าจะเป็นการขับทางไกลไม่ค่อยเครียดเหมือนทุกครั้ง ไม่เจออุบัติเหตุ ไม่เจอรถซิ่งตัดหน้า หรือขับมากวนใจอะไร..
สุดท้าย ผมอยากขอบคุณเพื่อนร่วมทางทุกท่านที่ขับรถดีมีมรรยาทตลอดการเดินทางวันนี้ .. :)
วันอังคารที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2553
ยังกะเล่นงูกินหาง
บ่ายนี้ ผมมีธุระที่โรงแรมดุสิต แต่กว่าจะออกจากโรงแรมก็ประมาณ 5 โมงเย็น พอออกมาผมก็ตีไฟกระพริบ ชิดขวาไว้เพิ่อจะได้กลับรถใต้สะพาน แต่ว่าหลังจากที่รออยู่ได้แป๊บหนึ่งก็มองไปทางขาออก อืมมม มันชั่งติดได้ใจแท้หว่า ทำไงดีเนี่ย ?!?!
จังหวะนั้น ผมได้ไฟเขียวพอดี งั้นเอาเป็นว่าผมขับเลี้ยวขวาไปก่อนแล้วค่อยอ้อมเข้าหลังสวนลุมออกมาพระราม 4 อีกรอบ จริง ๆ แล้วอ้อมมาทาง นี้น่าจะง่ายกว่าด้วยซ้ำไปนะ
แต่ผมมาเสียจังหวะอีกทีตอนจะเลี้ยวซ้ายออกพระราม 4 เพราะมันติดมากเหมือนกัน
ผมชั่งใจนิดหนึ่งว่าจะเอาไงดี ถ้าตรงไปก็เป็นสาทรใต้ เลี้ยวซ้ายก็เป็นพระราม 4 แต่ทำไมมันติดจังหว่า ... ผมเลือกตรงไปแหละ เพราะโล่งสุด ๆ ขอเข้าสวนพลูเหมือนเดิมครับ รู้อย่างนี้น่าจะเลี้ยวซ้ายตั้งแต่หน้าโรงแรมก็จบแล้วววว!!
พอเข้าสวนพลูแล้ว รถก็เยอะเหมือนกันนะ แต่เอาเป็นว่าคุ้นเคยกว่า ถ้าหลุดตรงนี้ก็น่าจะดีขึ้นแน่นอน
เมื่อถึงใต้ทางด่วนก็อยากขึ้นนะแต่ก็ไม่อยากเสียตังค์ เหลือบมองไปไกล ๆ ที่จะไปทางพระราม 4 ก็ไม่ค่อยมีรถเหมือนทุกครั้ง แล้วที่พระราม 4 มันติดเพราะอะไรเนี่ย !! งั้นผมวิ่งทางราบมาเลี้ยวขวาที่แยก ณ ระนองดีกว่า
ระหว่างที่รอไฟแดง ผมเห็นว่ามีรถบรรทุก รถพ่วงเลี้ยวขวาออกจากท่าเรือเยอะมาก .. งั้นผมเข้าพระราม 4 อีกครั้งละก๊านนน วิ่งวนแบบสุด ๆ
พอผ่าหน้า ม. กรุงเทพ ดูรถยังติด ๆ อยู่ งั้นลองเข้าไปที่สายเก่าดู น่าจะดีขึ้น เพราะรถทางตรงคงไม่เหมาะ ถ้าหากจะเลี้ยวซ้ายออก 42 คงไม่ทันแล้ว เพราะชิดขวาจะเลี้ยวอยู่แล้ว
จริง ๆ ผมไม่ค่อยชอบวิ่งเส้นนี้เท่าไหร่ เพราะไม่อยากไปเบียดตรงกลับรถใต้สะพานพระโขนงสักเท่าไร มันเป็นการแก่งแย่งกันแบบสุด ๆ เพียงเพื่อจะกลับรถเท่านั้นเอง คนที่อยู่เลนในก็ไม่อยากให้รถแทรก ส่วนคนที่จะแทรกก็จะเบียดเข้าให้ได้ ถ้ามีรถมอเตอร์ไซต์มาแทรกให้ก็จะได้จังหวะดีหน่อย พอทุเลาอาการเดือดลงไปได้บ้าง แต่ถ้าให้รถเก๋งรถปิกอัพมาเบียดกันเองเมื่อไหรนะ ผมว่ามันแทบจะฆ่ากันตายให้ได้ เพราะต่างคนต่างก็ไม่ยอมกันสักที ใครกล้าเสียบหน้า(รถ)เข้ามาเยอะหน่อยก็จะได้ไปก่อน ใครที่จะกลับรถตรงนี้หรือมาบ่อยๆ คงจะทราบดีว่าเป็นอย่างไร
สุดท้าย ผมกลับถึงบ้านประมาณ 6 โมงครึ่ง ซึ่งก็ใช้เวลาเยอะมากเหมือนกัน และผมก็ไม่อยากคิดเลยว่าผมจะทำอะไรแบบนี้ได้ ขับรถวนไปวนมา เพราะแทนที่จะทำอะไรง่าย รอสักนิด กลับเปลี่ยนเส้นทางไปมา ยังกะเล่นงูกินหาง เลยไม่แน่ใจว่าเสียเวลาที่ตรงไหนกันแน่ แล้วรถมันติด ๆ จริงหรือเปล่าหว่า .. แต่สุดท้ายผมก็ทำไปแล้วแหละ อย่าคิดมาก :)
จังหวะนั้น ผมได้ไฟเขียวพอดี งั้นเอาเป็นว่าผมขับเลี้ยวขวาไปก่อนแล้วค่อยอ้อมเข้าหลังสวนลุมออกมาพระราม 4 อีกรอบ จริง ๆ แล้วอ้อมมาทาง นี้น่าจะง่ายกว่าด้วยซ้ำไปนะ
แต่ผมมาเสียจังหวะอีกทีตอนจะเลี้ยวซ้ายออกพระราม 4 เพราะมันติดมากเหมือนกัน
ผมชั่งใจนิดหนึ่งว่าจะเอาไงดี ถ้าตรงไปก็เป็นสาทรใต้ เลี้ยวซ้ายก็เป็นพระราม 4 แต่ทำไมมันติดจังหว่า ... ผมเลือกตรงไปแหละ เพราะโล่งสุด ๆ ขอเข้าสวนพลูเหมือนเดิมครับ รู้อย่างนี้น่าจะเลี้ยวซ้ายตั้งแต่หน้าโรงแรมก็จบแล้วววว!!
พอเข้าสวนพลูแล้ว รถก็เยอะเหมือนกันนะ แต่เอาเป็นว่าคุ้นเคยกว่า ถ้าหลุดตรงนี้ก็น่าจะดีขึ้นแน่นอน
เมื่อถึงใต้ทางด่วนก็อยากขึ้นนะแต่ก็ไม่อยากเสียตังค์ เหลือบมองไปไกล ๆ ที่จะไปทางพระราม 4 ก็ไม่ค่อยมีรถเหมือนทุกครั้ง แล้วที่พระราม 4 มันติดเพราะอะไรเนี่ย !! งั้นผมวิ่งทางราบมาเลี้ยวขวาที่แยก ณ ระนองดีกว่า
ระหว่างที่รอไฟแดง ผมเห็นว่ามีรถบรรทุก รถพ่วงเลี้ยวขวาออกจากท่าเรือเยอะมาก .. งั้นผมเข้าพระราม 4 อีกครั้งละก๊านนน วิ่งวนแบบสุด ๆ
พอผ่าหน้า ม. กรุงเทพ ดูรถยังติด ๆ อยู่ งั้นลองเข้าไปที่สายเก่าดู น่าจะดีขึ้น เพราะรถทางตรงคงไม่เหมาะ ถ้าหากจะเลี้ยวซ้ายออก 42 คงไม่ทันแล้ว เพราะชิดขวาจะเลี้ยวอยู่แล้ว
จริง ๆ ผมไม่ค่อยชอบวิ่งเส้นนี้เท่าไหร่ เพราะไม่อยากไปเบียดตรงกลับรถใต้สะพานพระโขนงสักเท่าไร มันเป็นการแก่งแย่งกันแบบสุด ๆ เพียงเพื่อจะกลับรถเท่านั้นเอง คนที่อยู่เลนในก็ไม่อยากให้รถแทรก ส่วนคนที่จะแทรกก็จะเบียดเข้าให้ได้ ถ้ามีรถมอเตอร์ไซต์มาแทรกให้ก็จะได้จังหวะดีหน่อย พอทุเลาอาการเดือดลงไปได้บ้าง แต่ถ้าให้รถเก๋งรถปิกอัพมาเบียดกันเองเมื่อไหรนะ ผมว่ามันแทบจะฆ่ากันตายให้ได้ เพราะต่างคนต่างก็ไม่ยอมกันสักที ใครกล้าเสียบหน้า(รถ)เข้ามาเยอะหน่อยก็จะได้ไปก่อน ใครที่จะกลับรถตรงนี้หรือมาบ่อยๆ คงจะทราบดีว่าเป็นอย่างไร
สุดท้าย ผมกลับถึงบ้านประมาณ 6 โมงครึ่ง ซึ่งก็ใช้เวลาเยอะมากเหมือนกัน และผมก็ไม่อยากคิดเลยว่าผมจะทำอะไรแบบนี้ได้ ขับรถวนไปวนมา เพราะแทนที่จะทำอะไรง่าย รอสักนิด กลับเปลี่ยนเส้นทางไปมา ยังกะเล่นงูกินหาง เลยไม่แน่ใจว่าเสียเวลาที่ตรงไหนกันแน่ แล้วรถมันติด ๆ จริงหรือเปล่าหว่า .. แต่สุดท้ายผมก็ทำไปแล้วแหละ อย่าคิดมาก :)
วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553
บ่ายนี้ที่จอดรถเต็มจัง
โดยปกติ ผมจะเลี่ยงการขับเข้าห้างในตัวเมืองหรือห้างในชุนชนที่น่าจะมีรถเยอะ เพราะมันไม่ได้แค่เข้าออกลำบากแต่รวมไปถึงการหาที่จอดรถด้วย มันสุดแสนจะยุ่งยากแสนเข็นทีต้องขับตระเวนในลานจอด เพราะให้ได้ที่จอดเหมาะ ๆ สักที่ แต่บ่ายนี้ ผมมีธุระต้องไปที่ห้างเดอะ มอลล์ บางกะปิ แค่ได้ยินชื่อนี้ ผมว่าหลายคนคงขยาดไม่อยากขับรถขึ้นห้างเลยทีเดียว ซึ่งผมก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ
ผมขับรถออกจากบ้านที่อ่อนนุชไปถึงเดอะ มอลล์แค่ 15 นาที แต่ผมต้องวนหาที่จอดเป็นชั่งโมงหรือมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะลานจอดเต็มแทบทุกชั้น ยกเว้นชั้นบนดาดฟ้า เพราะเขาไม่ได้ขึ้นไป ด้วยเหตุอันใดก็ไม่ทราบได้ ทั้ง ๆ ที่ลานจอดชั้นอื่น ๆ เต็มหมดแล้ว
ตอนแรกที่ผมขับเข้าไปผมก็ทะยานพุ่งขึ้นไปเกือบชั้นบนสุดเพราะคิดว่าคนคงไม่อยากขึ้นเท่าไร น่าจะพอที่ว่างอยู่บ้าง แต่ผมก็คิดผิดเพราะพอวนขึ้นยังไม่พ้นจากตรงทางลาดขึ้นก็เจอป้ายมาตั้งไว้ว่า "ที่จอดรถเต็ม" ผมเลยต้องวนลงมาเสี่ยงดวงที่ชั้นข้างล่างอีกรอบ
ผมเลือกเข้าชั้น 2A ซึ่งจริง ๆ ตอนแรกผมไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นผมวนเข้าชั้นไหน รู้อย่างเดียวว่าต้องหาที่จอดให้ได้ ยังไงต้องหาให้ได้ครับ ผมไม่เคยวนรถหลายรอบแบบนี้ม่ก่อน และผมเริ่มจะหมดความอดทนกับที่ต้องวนรถไปเรื่อย ๆ เพื่อหาที่จอดแล้ว มันไม่สนุกเอาเสียเลย
พอผมวิ่งเข้าลานจอด ผมเลือกเอาช่องเลนกลาง ๆ เลย เพราะผมเห็นว่ามีรถน้อยกว่า ถ้ามีรถออกก็จะง่ายกว่าและคนคงไม่ชอบเข้าเลนกลาง ๆ หรอก ..
เชื่อไหมครับว่า ผมเดาถูก... :-P
พอผมวิ่งมาได้ช่วงกลาง ๆ เลนของลานจอด ผมได้ยินเสียงปิดประตูดังปั้ง .. อ๊ะ น่าจะมีรถออก ผมเบรคทันทีเลยครับ มองซ้ายทีขวาที เห็นคนในรถปิกอัพคันหนึ่งขวามือทำท่าเหมือนจะออกเพราะคนในรถเต็มเลย .. ยังงี้ก็สวยสิครับ ผมเปิดไฟ(ฉุกเฉิน)กระพริบ ถอยรถหลังนิดหนึ่งให้เขาออกได้สะดวกเพราะผมอยากเข้าไปเต็มทีแล้ว :)
พอ 4 โมงกว่า ๆ ได้เวลาผมออกจากห้าง ผมก็ต้องมาเข็นรถ 2-3 คันเพื่อจะได้พ้น ๆ ทางออกของผม ก็ไม่มีปัญหาอะไร สะบาย ๆ ถ้าใส่เกียร์ว่างไว้
ช่วงหนึ่งที่ออกจากห้าง ผมเห็นพี่ยามแกเข็นรถเก๋งของใครก็ไม่รู้ไปชนกับรถอีกคัน ถึงแม้จะไม่ได้ชนแรงจนเป็นแผลเวอะวะแต่ก็คงโดนรอบ ๆ ป้ายทะเบียนไปเยอะเหมือนกันเพราะชนปึ้ง กระเด็นแบบกระตุกทั้งสองคัน !!!
ผมขับรถออกจากบ้านที่อ่อนนุชไปถึงเดอะ มอลล์แค่ 15 นาที แต่ผมต้องวนหาที่จอดเป็นชั่งโมงหรือมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะลานจอดเต็มแทบทุกชั้น ยกเว้นชั้นบนดาดฟ้า เพราะเขาไม่ได้ขึ้นไป ด้วยเหตุอันใดก็ไม่ทราบได้ ทั้ง ๆ ที่ลานจอดชั้นอื่น ๆ เต็มหมดแล้ว
ตอนแรกที่ผมขับเข้าไปผมก็ทะยานพุ่งขึ้นไปเกือบชั้นบนสุดเพราะคิดว่าคนคงไม่อยากขึ้นเท่าไร น่าจะพอที่ว่างอยู่บ้าง แต่ผมก็คิดผิดเพราะพอวนขึ้นยังไม่พ้นจากตรงทางลาดขึ้นก็เจอป้ายมาตั้งไว้ว่า "ที่จอดรถเต็ม" ผมเลยต้องวนลงมาเสี่ยงดวงที่ชั้นข้างล่างอีกรอบ
ผมเลือกเข้าชั้น 2A ซึ่งจริง ๆ ตอนแรกผมไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นผมวนเข้าชั้นไหน รู้อย่างเดียวว่าต้องหาที่จอดให้ได้ ยังไงต้องหาให้ได้ครับ ผมไม่เคยวนรถหลายรอบแบบนี้ม่ก่อน และผมเริ่มจะหมดความอดทนกับที่ต้องวนรถไปเรื่อย ๆ เพื่อหาที่จอดแล้ว มันไม่สนุกเอาเสียเลย
พอผมวิ่งเข้าลานจอด ผมเลือกเอาช่องเลนกลาง ๆ เลย เพราะผมเห็นว่ามีรถน้อยกว่า ถ้ามีรถออกก็จะง่ายกว่าและคนคงไม่ชอบเข้าเลนกลาง ๆ หรอก ..
เชื่อไหมครับว่า ผมเดาถูก... :-P
พอผมวิ่งมาได้ช่วงกลาง ๆ เลนของลานจอด ผมได้ยินเสียงปิดประตูดังปั้ง .. อ๊ะ น่าจะมีรถออก ผมเบรคทันทีเลยครับ มองซ้ายทีขวาที เห็นคนในรถปิกอัพคันหนึ่งขวามือทำท่าเหมือนจะออกเพราะคนในรถเต็มเลย .. ยังงี้ก็สวยสิครับ ผมเปิดไฟ(ฉุกเฉิน)กระพริบ ถอยรถหลังนิดหนึ่งให้เขาออกได้สะดวกเพราะผมอยากเข้าไปเต็มทีแล้ว :)
พอ 4 โมงกว่า ๆ ได้เวลาผมออกจากห้าง ผมก็ต้องมาเข็นรถ 2-3 คันเพื่อจะได้พ้น ๆ ทางออกของผม ก็ไม่มีปัญหาอะไร สะบาย ๆ ถ้าใส่เกียร์ว่างไว้
ช่วงหนึ่งที่ออกจากห้าง ผมเห็นพี่ยามแกเข็นรถเก๋งของใครก็ไม่รู้ไปชนกับรถอีกคัน ถึงแม้จะไม่ได้ชนแรงจนเป็นแผลเวอะวะแต่ก็คงโดนรอบ ๆ ป้ายทะเบียนไปเยอะเหมือนกันเพราะชนปึ้ง กระเด็นแบบกระตุกทั้งสองคัน !!!
วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
หลงทางเสียเวลา
วันนี้ ผมมีธุระต้องไปทำซีคอนหลังเลิกงาน ซึ่งตามปกติ ผมก็ไปที่นี่ประจำตอนวันหยุด และก็ไม่เคยใช้เส้นทางนี้เลย
พอผมลงจากทางด่วนออกที่ซอยสุขุมวิท 62 แล้วกลับรถเพื่อจะเข้าซอยสุขุมวิท 101/1 แต่ดันไปเข้าซอยสุขุมวิท 101 แทน เพราะลืมไปว่ามีอีกซอยอยู่ข้างหน้า
เมื่อผมวิ่งเข้าซอยสุขุมวิท 101 ก็ซิ่งตรงไปเรื่อย ๆ จนจะสุดซอยแล้วก็ลองเลี้ยวขวาเข้าไป แต่ดูท่าทางจะไม่ใช่ เลยจอดถามคนแถวนั้น .. เขาบอกผมว่าเป็นทางตันให้กลับไปเข้าซอย 38 หรือ 40 เพื่อทะลุออกศรีนครินทร์ ..
เอาล่ะ ผมขับเข้าไปในซอยนิดหนึ่งแล้วก็กลับรถเพื่อวิ่งออกทางเดิม แต่คราวนี้ มันหนักกว่าเมื่อกี้เพราะตอนนี้ แดดส่งเข้ากระจกบานข้างหน้าอย่างแรงจนผมแทบจะไม่เห็นหนทางเลย ไหนจะต้องคอยมองหาทางเข้าซอยที่จะทะลุออกไปให้ได้ ไหนจะต้องคอยมองให้ดีกว่าเพราะกลัวมอเตอร์ไซต์หรือมีรถสวนมาตลอด ผมจึงต้องขับขับช้า ๆ เอา
พอผมวิ่งไปจนถึงซอยประมาณ 30 ต้น ๆ เอาเป็นว่า ผมลืมไปว่าต้องหาที่เลี้ยวเข้าซอยที่เขาบอกมา เพราะอ่านป้ายหมายเลขซอยไม่ได้เลย..
ผมก็ต้องหาที่กลับรถอีกรอบเพื่อหาซอย 40 .. พอผมกลับรถได้ก็เริ่มนับซอยมาเรื่อย ๆ จนมาถึง 38 .. เออ ทำไมมันเล็กจัง มันจะพ้นไปได้ไหมเนี่ย ?! ผมเลยไม่เข้าซอย 38 วิ่งไปเข้สซอย 40 แทน ผมเห็นมีรถปิกอัพป้ายแดงวิ่งระเลียดเล่น เหมือนหัดขับรถเลย ผมก็เลยแซงเขาเข้าไปข้างใน .. ซวยแล้ว เจอซอยตัน ต้องหาทางออกซะแล้ว...!!!
เออ.. ตกลงเขาบอกผิดหรือว่าเราจำผิดกันแน่ เพราะมัวมองหาซอยที่จะเข้าเลยจำสับสนไป!!
ผมกลับรถออกจากซอย 40 แล้วเลี้ยวขวา .. อืมม เจอแดดแรง ๆ อีกแล้ว เมื่อกี้ก็เพิ่งจะผ่านไป .. แต่ต้องทนเพื่อหาทางออกไปศรีนครินทร์ให้ได้
เมื่อผมมาซอย 30 ก็ตีไฟเลี้ยวแบบประชิดเหมือนกัน แต่ดีที่พี่มอเตอร์ไซต์ข้างหลังแกไม่ได้ขับมาไกล้มาก เลยไม่มีอะไรเกิดขึ้น
พอผมขับมาถึงกลางซอยเท่านั้นแหละ ผมก็เจอป้ายสีเขียวบอกทางไปศรีนครินทร์ เออ.. แล้วเมื่อกี้ไม่ยักกะเห็นว่ามีป้ายตรงทางเข้ามาที่ปากซอย 30 เลยนี่หว่า !!!
จากนั้น ผมก็ขับเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาตามป้ายไปเรื่อย ๆ มาช้าอีกทีก็ตอนจะเข้าซอย 101/1 มั้ง รถเยอะมาก แบบแน่นสนิทเลย กว่าจะหลุดออกมาก็ใช้เวลาเหมือนกันเพราะต้องเบียดออกกันสาระพัด รถเยอะจริง ๆ นะเนี่ย ขนาดผมอุตส่าห์ออกจากที่ทำงานตั้งแต่ตอน 4 โมงนิดๆ แล้วนะ ยังเจอแบบนี้อีก
พอผมเลี้ยวซ้ายเข้าสุขุมวิท 101/1 แล้วแต่ก็ยังทำให้ผมงงมาตลอดเส้นทางเพราะมันได้ตรงดิ่งอย่างที่ผมคิดไว้ มันคดเคี้ยวเลี้ยวซ้ายขวาไปตลอด แต่ยังดีที่มีป้ายบอกทางให้เวลาเจอแยกให้เลี้ยว ไม่ได้ต้องตาม ๆ คนข้างหน้าเหมือนตอนแรกที่ขับเข้ามา
แอ๊น.. แอ้น.. แอ่น... และสุดท้าย ผมก็โผล่ออกศรีนครินทร์โดยมีห้างซีคอนตั้งตระหง่านอยู่ฝั่งตรงข้าม ผมก็ขับเข้าซ้ายเตรียมขึ้นทางข้ามเข้าซีคอน ตามนั้นแล .... :)
พอผมลงจากทางด่วนออกที่ซอยสุขุมวิท 62 แล้วกลับรถเพื่อจะเข้าซอยสุขุมวิท 101/1 แต่ดันไปเข้าซอยสุขุมวิท 101 แทน เพราะลืมไปว่ามีอีกซอยอยู่ข้างหน้า
เมื่อผมวิ่งเข้าซอยสุขุมวิท 101 ก็ซิ่งตรงไปเรื่อย ๆ จนจะสุดซอยแล้วก็ลองเลี้ยวขวาเข้าไป แต่ดูท่าทางจะไม่ใช่ เลยจอดถามคนแถวนั้น .. เขาบอกผมว่าเป็นทางตันให้กลับไปเข้าซอย 38 หรือ 40 เพื่อทะลุออกศรีนครินทร์ ..
เอาล่ะ ผมขับเข้าไปในซอยนิดหนึ่งแล้วก็กลับรถเพื่อวิ่งออกทางเดิม แต่คราวนี้ มันหนักกว่าเมื่อกี้เพราะตอนนี้ แดดส่งเข้ากระจกบานข้างหน้าอย่างแรงจนผมแทบจะไม่เห็นหนทางเลย ไหนจะต้องคอยมองหาทางเข้าซอยที่จะทะลุออกไปให้ได้ ไหนจะต้องคอยมองให้ดีกว่าเพราะกลัวมอเตอร์ไซต์หรือมีรถสวนมาตลอด ผมจึงต้องขับขับช้า ๆ เอา
พอผมวิ่งไปจนถึงซอยประมาณ 30 ต้น ๆ เอาเป็นว่า ผมลืมไปว่าต้องหาที่เลี้ยวเข้าซอยที่เขาบอกมา เพราะอ่านป้ายหมายเลขซอยไม่ได้เลย..
ผมก็ต้องหาที่กลับรถอีกรอบเพื่อหาซอย 40 .. พอผมกลับรถได้ก็เริ่มนับซอยมาเรื่อย ๆ จนมาถึง 38 .. เออ ทำไมมันเล็กจัง มันจะพ้นไปได้ไหมเนี่ย ?! ผมเลยไม่เข้าซอย 38 วิ่งไปเข้สซอย 40 แทน ผมเห็นมีรถปิกอัพป้ายแดงวิ่งระเลียดเล่น เหมือนหัดขับรถเลย ผมก็เลยแซงเขาเข้าไปข้างใน .. ซวยแล้ว เจอซอยตัน ต้องหาทางออกซะแล้ว...!!!
เออ.. ตกลงเขาบอกผิดหรือว่าเราจำผิดกันแน่ เพราะมัวมองหาซอยที่จะเข้าเลยจำสับสนไป!!
ผมกลับรถออกจากซอย 40 แล้วเลี้ยวขวา .. อืมม เจอแดดแรง ๆ อีกแล้ว เมื่อกี้ก็เพิ่งจะผ่านไป .. แต่ต้องทนเพื่อหาทางออกไปศรีนครินทร์ให้ได้
เมื่อผมมาซอย 30 ก็ตีไฟเลี้ยวแบบประชิดเหมือนกัน แต่ดีที่พี่มอเตอร์ไซต์ข้างหลังแกไม่ได้ขับมาไกล้มาก เลยไม่มีอะไรเกิดขึ้น
พอผมขับมาถึงกลางซอยเท่านั้นแหละ ผมก็เจอป้ายสีเขียวบอกทางไปศรีนครินทร์ เออ.. แล้วเมื่อกี้ไม่ยักกะเห็นว่ามีป้ายตรงทางเข้ามาที่ปากซอย 30 เลยนี่หว่า !!!
จากนั้น ผมก็ขับเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาตามป้ายไปเรื่อย ๆ มาช้าอีกทีก็ตอนจะเข้าซอย 101/1 มั้ง รถเยอะมาก แบบแน่นสนิทเลย กว่าจะหลุดออกมาก็ใช้เวลาเหมือนกันเพราะต้องเบียดออกกันสาระพัด รถเยอะจริง ๆ นะเนี่ย ขนาดผมอุตส่าห์ออกจากที่ทำงานตั้งแต่ตอน 4 โมงนิดๆ แล้วนะ ยังเจอแบบนี้อีก
พอผมเลี้ยวซ้ายเข้าสุขุมวิท 101/1 แล้วแต่ก็ยังทำให้ผมงงมาตลอดเส้นทางเพราะมันได้ตรงดิ่งอย่างที่ผมคิดไว้ มันคดเคี้ยวเลี้ยวซ้ายขวาไปตลอด แต่ยังดีที่มีป้ายบอกทางให้เวลาเจอแยกให้เลี้ยว ไม่ได้ต้องตาม ๆ คนข้างหน้าเหมือนตอนแรกที่ขับเข้ามา
แอ๊น.. แอ้น.. แอ่น... และสุดท้าย ผมก็โผล่ออกศรีนครินทร์โดยมีห้างซีคอนตั้งตระหง่านอยู่ฝั่งตรงข้าม ผมก็ขับเข้าซ้ายเตรียมขึ้นทางข้ามเข้าซีคอน ตามนั้นแล .... :)
วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
งานเข้าแต่เช้าเล้ย!!
ผมตื่นมาตอนตีห้ากว่า ๆ เพื่อจะไปส่งเพื่อนที่สนามบินแล้วก็จะไปรับน้องเจไดกลับบ้าน
พอผมกับเพื่อนจัดข้าวของเสร็จเรียบร้อย พร้อมเดินทางก็เดินทางมาที่รถ เข็นรถปิกอัพที่ขวางทางออกคันหนึ่ง แต่ก็ไม่พ้น เลยเรียกเจ้าของรถลงมาให้เลื่อนออกไปข้างนอกแทน ..
เมื่อทางสะดวก ผมก็เปิดประตูรถเตรียมสตาร์ทรถ แต่แล้ว .... พอบิดกุญแจจะสตาร์ทรถ มีอาการเหมือนตัวส่งไฟไม่พอ เออ.. ผมเพิ่งจะเปลี่ยนแบตเมื่อกลางปีนี่นา มันจะหมดเร็วขนาดนั้นเลยเหรอ ?!?!
ผมลองบิดกุญแจสตาร์ทอีก 2-3 ครั้งก็ไม่ดีขึ้น อืมมม.. พอจังหวะรีบ ๆ แต่รถกลับใช้งานไม่ได้ เอาไงล่ะทีนี้..
เมื่อผมเห็นท่าไม่ค่อยสู้ดี ผมเลยชวนเพื่อนเดินออกไปปากซอยแล้วเรียกแทกซี่ให้ไปส่งที่สนามบินแทนก่อน เดี๋ยวผมจะกลับมาจัดการกับรถอีกที อยากรู้เหมือนกันว่ามันเป็นอะไร ???
เอาล่ะ เมื่อส่งเพื่อนขึ้นรถแทกซี่เรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินกลับมาที่รถ เปิดกระโปรงหน้าดูอุปกรณ์หน่อยว่าตรงไหนที่มันจะเสีย จะพังบ้าง ซึ่งจริง ๆ ผมก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องเครื่องยนต์อะไรหรอก แต่ขอดูก่อนเผื่อหาจะทำอะไรได้บ้าง
หลังจากที่ดูตรงนั้น ตรงนี้ที ผมก็พบว่าน้ำกลั่นมันพร่องลงไปเยอะ แล้วผมก็ปิดกระโปรงรถ แล้วเดินขึ้นไปบนห้อง ลองดูว่าเป็นที่คิดหรือเปล่า เพราะไม่แบตหมดจริง ๆ ก็อาจจะต้องปลุกคนข้างห้องให้เขามาช่วยพ่วงแบตก็ได้
ผมก็เลยลองโปรไปหาเพื่อนอีกคนที่เขาใช้ฮอนด้าเหมือนกัน เขาแนะนำให้ติดต่อเบอร์ของ honda service ที่มีในคู่มือรถได้ เป็นบริการฟรีเพราะเขาใช้มอเตอร์ไซต์วิ่งให้บริการ เผื่อเขาจะได้เช็คอย่างอื่นด้วยว่าอะไรที่มันมีปัญหากันแน่
จากนั้น ผมเดินลงไปที่รถเพื่อหาเบอร์แล้วก็โทรแจ้งหน่อวยบริการขอความมช่วยเหลือด่วน ตามที่มีในคู่มือรถโดยบอกเขาว่า รถสตาร์ทไม่ติดในซอยอ่อนนุช พอวางสาย ผมก็รอ ๆ อยู่แถวรถนั่นแหละ แล้วก็มีโทรศัทพ์ดังขึ้นบอกว่าติดต่อช่างให้แล้ว พร้อมบอกชื่อช่างและลักษณะรถที่จะมาให้บริการ เป็นข้อมูลให้กับลูกค้าไว้ก่อน
ผมรออยู่ประมาณ 15 - 20 นาที ผมก็เห็นชายคนหนึ่งใส่ชุดสีแดงขับรถมอเตอร์ไซต์สีขาววิ่งเข้ามาที่หน้าหอพัก เออ .. น่าจะใช่ตามที่บอก มาเร็วดีนะ อยากให้เป็นแบบนี้ทุกทีจัง
พอเขาจอดรถเสร็จก็โทรหาเบอร์กลางบอกมาถึงไซต์แล้ว จากนั้นไม่นาน โทรศัพท์มือถือของผมก็ดังชึ้น พอผมรับก็เนเสียงของคนเดิมที่คุยกันเมื่อกี้ถามว่าเจอช่างแล้วนะค่ะ ผมก็คอนเฟิร์มไปตามนั้น
ระหว่างนั้น ช่างก็เปิดกล่องเครื่องมือที่ท้ายรถ ดึงเอาแบตเตอร์รี่ก้อนหนึ่งออกมาแล้วไปวางไว้ที่หน้ารถของผม จัดการพ่วงแบต แล้วให้ไปผมลองสตาร์ทรถดู .. โอ้ .. เป็นไปตามคาด แบตมีปัญหาจริง ๆ
หลังจากนั้น พอผมขับรถออกไปได้ ผมก็แวะเติมน้ำกลั่นที่ปั้มคาลเท็กซ์ใกล้บ้าน แล้วบึ่งรถไปคู้บอนเพื่อรับน้องเจไดกลับบ้าน ..
เบอร์ติดต่อ honda service
1800 555 000 -- เป็นเบอร์โทรฟรีแต่ผมติดต่อเบอร์นี้ไม่ได้ (เหมือนเบอร์ยังไม่เปิดใช้บริการ)
1401 555 000 -- เป็นเบอร์มือถือที่ติดต่อง่าย คุยดีครับ
พอผมกับเพื่อนจัดข้าวของเสร็จเรียบร้อย พร้อมเดินทางก็เดินทางมาที่รถ เข็นรถปิกอัพที่ขวางทางออกคันหนึ่ง แต่ก็ไม่พ้น เลยเรียกเจ้าของรถลงมาให้เลื่อนออกไปข้างนอกแทน ..
เมื่อทางสะดวก ผมก็เปิดประตูรถเตรียมสตาร์ทรถ แต่แล้ว .... พอบิดกุญแจจะสตาร์ทรถ มีอาการเหมือนตัวส่งไฟไม่พอ เออ.. ผมเพิ่งจะเปลี่ยนแบตเมื่อกลางปีนี่นา มันจะหมดเร็วขนาดนั้นเลยเหรอ ?!?!
ผมลองบิดกุญแจสตาร์ทอีก 2-3 ครั้งก็ไม่ดีขึ้น อืมมม.. พอจังหวะรีบ ๆ แต่รถกลับใช้งานไม่ได้ เอาไงล่ะทีนี้..
เมื่อผมเห็นท่าไม่ค่อยสู้ดี ผมเลยชวนเพื่อนเดินออกไปปากซอยแล้วเรียกแทกซี่ให้ไปส่งที่สนามบินแทนก่อน เดี๋ยวผมจะกลับมาจัดการกับรถอีกที อยากรู้เหมือนกันว่ามันเป็นอะไร ???
เอาล่ะ เมื่อส่งเพื่อนขึ้นรถแทกซี่เรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินกลับมาที่รถ เปิดกระโปรงหน้าดูอุปกรณ์หน่อยว่าตรงไหนที่มันจะเสีย จะพังบ้าง ซึ่งจริง ๆ ผมก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องเครื่องยนต์อะไรหรอก แต่ขอดูก่อนเผื่อหาจะทำอะไรได้บ้าง
หลังจากที่ดูตรงนั้น ตรงนี้ที ผมก็พบว่าน้ำกลั่นมันพร่องลงไปเยอะ แล้วผมก็ปิดกระโปรงรถ แล้วเดินขึ้นไปบนห้อง ลองดูว่าเป็นที่คิดหรือเปล่า เพราะไม่แบตหมดจริง ๆ ก็อาจจะต้องปลุกคนข้างห้องให้เขามาช่วยพ่วงแบตก็ได้
ผมก็เลยลองโปรไปหาเพื่อนอีกคนที่เขาใช้ฮอนด้าเหมือนกัน เขาแนะนำให้ติดต่อเบอร์ของ honda service ที่มีในคู่มือรถได้ เป็นบริการฟรีเพราะเขาใช้มอเตอร์ไซต์วิ่งให้บริการ เผื่อเขาจะได้เช็คอย่างอื่นด้วยว่าอะไรที่มันมีปัญหากันแน่
จากนั้น ผมเดินลงไปที่รถเพื่อหาเบอร์แล้วก็โทรแจ้งหน่อวยบริการขอความมช่วยเหลือด่วน ตามที่มีในคู่มือรถโดยบอกเขาว่า รถสตาร์ทไม่ติดในซอยอ่อนนุช พอวางสาย ผมก็รอ ๆ อยู่แถวรถนั่นแหละ แล้วก็มีโทรศัทพ์ดังขึ้นบอกว่าติดต่อช่างให้แล้ว พร้อมบอกชื่อช่างและลักษณะรถที่จะมาให้บริการ เป็นข้อมูลให้กับลูกค้าไว้ก่อน
ผมรออยู่ประมาณ 15 - 20 นาที ผมก็เห็นชายคนหนึ่งใส่ชุดสีแดงขับรถมอเตอร์ไซต์สีขาววิ่งเข้ามาที่หน้าหอพัก เออ .. น่าจะใช่ตามที่บอก มาเร็วดีนะ อยากให้เป็นแบบนี้ทุกทีจัง
พอเขาจอดรถเสร็จก็โทรหาเบอร์กลางบอกมาถึงไซต์แล้ว จากนั้นไม่นาน โทรศัพท์มือถือของผมก็ดังชึ้น พอผมรับก็เนเสียงของคนเดิมที่คุยกันเมื่อกี้ถามว่าเจอช่างแล้วนะค่ะ ผมก็คอนเฟิร์มไปตามนั้น
ระหว่างนั้น ช่างก็เปิดกล่องเครื่องมือที่ท้ายรถ ดึงเอาแบตเตอร์รี่ก้อนหนึ่งออกมาแล้วไปวางไว้ที่หน้ารถของผม จัดการพ่วงแบต แล้วให้ไปผมลองสตาร์ทรถดู .. โอ้ .. เป็นไปตามคาด แบตมีปัญหาจริง ๆ
หลังจากนั้น พอผมขับรถออกไปได้ ผมก็แวะเติมน้ำกลั่นที่ปั้มคาลเท็กซ์ใกล้บ้าน แล้วบึ่งรถไปคู้บอนเพื่อรับน้องเจไดกลับบ้าน ..
เบอร์ติดต่อ honda service
1800 555 000 -- เป็นเบอร์โทรฟรีแต่ผมติดต่อเบอร์นี้ไม่ได้ (เหมือนเบอร์ยังไม่เปิดใช้บริการ)
1401 555 000 -- เป็นเบอร์มือถือที่ติดต่อง่าย คุยดีครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
Wikipedia
ผลการค้นหา