เรื่องมันเกิดที่ไฟแดงอ่อนนุช แยกไฟแดงทางสวนหลวง ต่อไปก็คงจะเรียกแยกนี้ว่าเป็นแยกอันตรายบ้างแล้ว เพราะว่ามีเหตุชวนสยองตรงนี้ตั้งหลายครั้งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นขาเข้าหรือขาออก ก็เจอประจำแม้ว่าจะยังไม่เกิด แต่ก็เฉียดไปหลายครั้ง มันเลยพลอยทำให้อารมณ์เสียตอนขับรถไปตลดทาง ...
เรื่องมันมีอยู่ว่า ...
ผมก็เห็นเลนซ้ายมันว่าง ก็เลยตีไฟวิ่งออกซ้ายไปเลย เพราะไม่อยากรอให้รถเลี้ยวขวาไปจนหมด ผมมองดูข้างหน้ามันก็โล่งนะไม่มีอะไร ซึ่งถ้าหลุดจากรถที่รอเลี้ยวขวาไปก็สบายแล้ว
พอเลี้ยวออกตัวไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งตัวตรงพร้อมซิ่ง ผมก็เห็นรถแทกซี่สีส้มวิ่งออกมาแบบไม่ดูตาม้าตาเรือเลย คือแบบแกมาประชิดขวามือผมเลยทีเดียว ผมก็เลยบีบแตรใส่ไป 2 - 3 ที แต่ยังเฉยไม่มองมาเลยสักนิด แถมยังซิ่งตัดหน้าเราออกไปเฉยเลย แบบจะรีบขนาดนั้น ดูท่างทางไม่มีผู้โดยสารด้วยมั้ง
บอกตามตรงว่า ถ้าผมไม่อยากเสียเวลา และต้องใช้รถเสาร์นี้ ผมคงจะหักพวงมาลัยใส่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย เซ็งมาก ๆ เลย มันไม่ใช่แค่หมั่นใส้หรือลำคาญแล้ว เรียกว่าโกรธจัดเลยทีเดียว เขาทำแบบนี้ได้ไง เขาอยู่ข้างหน้าผมไปอีก 3-4 คัน ถ้าไม่เห็นว่าผมออกมาก่อนก็คงไม่ใช่เหตุผลแล้วล่ะ
สุดท้ายก็ลืมไปเลยที่จะจดหมายเลขทะเบียนไว้ เพราะมัวแต่โกรธ ๆๆๆๆ อยากเอาคืนจริง ๆ แต่ไม่มีโอกาส.. ถ้าเจออีกรอบนะ จะชนจริง ๆ เลย!!
วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2553
ขับรถเข้ากรุงคนเดียว
หลังจากที่ผมออกจากกรุงเพพมาตั้งหลายวัน วันนี้ก็ได้เวลาที่ผมจะต้องกลับเข้ากรุงเทพเพื่อกลับไปทำมาหากิน (ทำงาน) เหมือนเดิมแล้วสินะ
ตลอดการเดินทาง ผมเห็นมีการตั้งด่านตรวจ และมีการตั้งกรวยกรองรถบ้างเหมือนกันนะ แต่ผมก็ไม่ได้โดนเรียกตรวจค้นสักครั้ง
ด่านแรกที่เจอคือตอนเลี้ยวซ้ายเข้าสายเอเชียที่เมืองพล ด่านนี้จะอยู่ไม่ไกลจากไฟแดงมากนักและมีตำรวจเยอะมาก แต่ก็เป็นการสุ่มเช็คเท่านั้น ผมก็ไม่ได้โดนเรียกหรอก เขาคงเห็นว่าผมเพิ่งจะออกมากถนนสายรองที่แยกไฟแดงนั่นเอง
พอมาติดไฟแดงที่แยกสีดา ผมก็เห็นมีตำรวจคนหนึ่งเดินไปคุยกับคนขับรถบรรทุกเล็กคนหนึ่งที่ฝั่งขาไปขอนแก่น ผมเดาเอาเองว่าคงประมาณให้ไปหยุดตรวจข้างหน้าอะไรทำนองนั้น เพราะเห็นแกชี้ไม้ชี้มือไปข้างหน้า แต่ผมก็ไม่เห็นมีคนยืนรอที่ข้างหน้าเลยจากไฟแดงไปนะ เอาเป็นว่าเขาาคงมาถามสาระทุกข์สุกดิบกันเท่านั้นแหละมั้ง
จากนั้น ตำรวจคนนั้นก็มายืนรอตรงเกาะกลางถนนเหมือนจะข้ามกลับไปที่ป้อมแต่ก็ไม่ข้าม พอดีรถขาเข้ากรุงเทพได้สัณญาณไฟเขียว แล้วแกก็เดินลงมาที่ถนนข้ามกลับไปที่ป้อม แต่หยุดอยู่ตรงนั้นเลยแหละ แล้วโบกมือให้รถปิคอัพหรือ crv นี่แหละให้เข้าเลนซ้ายสุดเพื่อตรวจเช็ค ผมก็ไม่ได้สนใจมองไปให้ทั่วคันว่าเป็นรุ่นไหน รู้แต่ว่าตรงไฟหน้าเขามีตกแต่งตัวครอบไฟสีโครเมี่ยม แต่จะซิ่งออกตัวไปให้พ้น ๆ เท่านั้น
ผมสังเกตว่าเขาจะขึ้นป้ายบอกให้เลี้ยวขวาเพื่อเลี่ยงเข้ากรุงเทพตรงใกล้แยกเทพาลัย ซึ่งเป็นการแบ่งรถไปทางด่านขุนทดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แทนการปล่อยให้รถขึ้นไปจุกกันที่ลำตะคอง เพราะจะทำให้รถติดกันเป็นขบวนยาวเหยียดกันทุกปี
พอมาถึงปากช่อง ผมรู้สึกเมื่อยล้านิดนิดเลยต้องหาที่พักรถสักหน่อย .. ผมเลือกแวะเข้า HomePro ที่กลางดง อ. ปากช่องเพราะจะได้เอารถเข้าร่มและเข้าห้องน้ำแบบเย็นสบาย .. :)
ผมขับไปได้สักพัก ก็เริ่มจะรู้สึกหิวขึ้นมา แต่เผอิญช่วงนั้นเป็นบนเขา เลยหาปั้มยากสักหน่อย ผมขับไปจนเกือบจะถึงสระบุรี จึงแวะเข้าปั้มปิโตรนัสหาขนมใส่ท้องสักหน่อย คงไม่ต้องไปนั่งทานข้าวเป็นจริงเป็นจังมากขนาดนั้น เพราะตามปกติ ถ้าขับรถทางไกล ผมก็ไม่ชอบจอดรถพักแล้วไปนั่งทานข้าวนาน ๆ แล้ว อยากให้ถึงจุดหมายเร็ว ๆ มากกว่าน่ะ
หลังจากที่ได้ขนมรองท้องแล้วก็พร้อมออกเดินทางต่อ ผมขับรถไปแบบสบาย ๆ ไม่เครียดอะไร เพราะไม่เยอะ ไม่วุ่นวาย แม้ว่าจะเข้าสระบุรีแล้วก็ตาม
พอเลี้ยวเข้าวงแหวนตะวันออก ผมก็ทำความเร็วได้ดีพอสมควร แม้ว่ารถจะเยอะแต่อาศัยว่าถนนดี มี 4 เลนให้ทำให้รถแต่ละคันวิ่งกันแบบมันส์สะใจไปเลย ต่างคนต่างซิ่งแบบสุด ๆ
ผมมาถึงที่บ้านประมาณบ่าย 3 โมงนิด ๆ หรือยังไม่ถึงด้วยซ้ำ ซึ่งผมคิดว่าวันนี้น่าจะเป็นการขับทางไกลไม่ค่อยเครียดเหมือนทุกครั้ง ไม่เจออุบัติเหตุ ไม่เจอรถซิ่งตัดหน้า หรือขับมากวนใจอะไร..
สุดท้าย ผมอยากขอบคุณเพื่อนร่วมทางทุกท่านที่ขับรถดีมีมรรยาทตลอดการเดินทางวันนี้ .. :)
ตลอดการเดินทาง ผมเห็นมีการตั้งด่านตรวจ และมีการตั้งกรวยกรองรถบ้างเหมือนกันนะ แต่ผมก็ไม่ได้โดนเรียกตรวจค้นสักครั้ง
ด่านแรกที่เจอคือตอนเลี้ยวซ้ายเข้าสายเอเชียที่เมืองพล ด่านนี้จะอยู่ไม่ไกลจากไฟแดงมากนักและมีตำรวจเยอะมาก แต่ก็เป็นการสุ่มเช็คเท่านั้น ผมก็ไม่ได้โดนเรียกหรอก เขาคงเห็นว่าผมเพิ่งจะออกมากถนนสายรองที่แยกไฟแดงนั่นเอง
พอมาติดไฟแดงที่แยกสีดา ผมก็เห็นมีตำรวจคนหนึ่งเดินไปคุยกับคนขับรถบรรทุกเล็กคนหนึ่งที่ฝั่งขาไปขอนแก่น ผมเดาเอาเองว่าคงประมาณให้ไปหยุดตรวจข้างหน้าอะไรทำนองนั้น เพราะเห็นแกชี้ไม้ชี้มือไปข้างหน้า แต่ผมก็ไม่เห็นมีคนยืนรอที่ข้างหน้าเลยจากไฟแดงไปนะ เอาเป็นว่าเขาาคงมาถามสาระทุกข์สุกดิบกันเท่านั้นแหละมั้ง
จากนั้น ตำรวจคนนั้นก็มายืนรอตรงเกาะกลางถนนเหมือนจะข้ามกลับไปที่ป้อมแต่ก็ไม่ข้าม พอดีรถขาเข้ากรุงเทพได้สัณญาณไฟเขียว แล้วแกก็เดินลงมาที่ถนนข้ามกลับไปที่ป้อม แต่หยุดอยู่ตรงนั้นเลยแหละ แล้วโบกมือให้รถปิคอัพหรือ crv นี่แหละให้เข้าเลนซ้ายสุดเพื่อตรวจเช็ค ผมก็ไม่ได้สนใจมองไปให้ทั่วคันว่าเป็นรุ่นไหน รู้แต่ว่าตรงไฟหน้าเขามีตกแต่งตัวครอบไฟสีโครเมี่ยม แต่จะซิ่งออกตัวไปให้พ้น ๆ เท่านั้น
ผมสังเกตว่าเขาจะขึ้นป้ายบอกให้เลี้ยวขวาเพื่อเลี่ยงเข้ากรุงเทพตรงใกล้แยกเทพาลัย ซึ่งเป็นการแบ่งรถไปทางด่านขุนทดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แทนการปล่อยให้รถขึ้นไปจุกกันที่ลำตะคอง เพราะจะทำให้รถติดกันเป็นขบวนยาวเหยียดกันทุกปี
พอมาถึงปากช่อง ผมรู้สึกเมื่อยล้านิดนิดเลยต้องหาที่พักรถสักหน่อย .. ผมเลือกแวะเข้า HomePro ที่กลางดง อ. ปากช่องเพราะจะได้เอารถเข้าร่มและเข้าห้องน้ำแบบเย็นสบาย .. :)
ผมขับไปได้สักพัก ก็เริ่มจะรู้สึกหิวขึ้นมา แต่เผอิญช่วงนั้นเป็นบนเขา เลยหาปั้มยากสักหน่อย ผมขับไปจนเกือบจะถึงสระบุรี จึงแวะเข้าปั้มปิโตรนัสหาขนมใส่ท้องสักหน่อย คงไม่ต้องไปนั่งทานข้าวเป็นจริงเป็นจังมากขนาดนั้น เพราะตามปกติ ถ้าขับรถทางไกล ผมก็ไม่ชอบจอดรถพักแล้วไปนั่งทานข้าวนาน ๆ แล้ว อยากให้ถึงจุดหมายเร็ว ๆ มากกว่าน่ะ
หลังจากที่ได้ขนมรองท้องแล้วก็พร้อมออกเดินทางต่อ ผมขับรถไปแบบสบาย ๆ ไม่เครียดอะไร เพราะไม่เยอะ ไม่วุ่นวาย แม้ว่าจะเข้าสระบุรีแล้วก็ตาม
พอเลี้ยวเข้าวงแหวนตะวันออก ผมก็ทำความเร็วได้ดีพอสมควร แม้ว่ารถจะเยอะแต่อาศัยว่าถนนดี มี 4 เลนให้ทำให้รถแต่ละคันวิ่งกันแบบมันส์สะใจไปเลย ต่างคนต่างซิ่งแบบสุด ๆ
ผมมาถึงที่บ้านประมาณบ่าย 3 โมงนิด ๆ หรือยังไม่ถึงด้วยซ้ำ ซึ่งผมคิดว่าวันนี้น่าจะเป็นการขับทางไกลไม่ค่อยเครียดเหมือนทุกครั้ง ไม่เจออุบัติเหตุ ไม่เจอรถซิ่งตัดหน้า หรือขับมากวนใจอะไร..
สุดท้าย ผมอยากขอบคุณเพื่อนร่วมทางทุกท่านที่ขับรถดีมีมรรยาทตลอดการเดินทางวันนี้ .. :)
วันอังคารที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2553
ยังกะเล่นงูกินหาง
บ่ายนี้ ผมมีธุระที่โรงแรมดุสิต แต่กว่าจะออกจากโรงแรมก็ประมาณ 5 โมงเย็น พอออกมาผมก็ตีไฟกระพริบ ชิดขวาไว้เพิ่อจะได้กลับรถใต้สะพาน แต่ว่าหลังจากที่รออยู่ได้แป๊บหนึ่งก็มองไปทางขาออก อืมมม มันชั่งติดได้ใจแท้หว่า ทำไงดีเนี่ย ?!?!
จังหวะนั้น ผมได้ไฟเขียวพอดี งั้นเอาเป็นว่าผมขับเลี้ยวขวาไปก่อนแล้วค่อยอ้อมเข้าหลังสวนลุมออกมาพระราม 4 อีกรอบ จริง ๆ แล้วอ้อมมาทาง นี้น่าจะง่ายกว่าด้วยซ้ำไปนะ
แต่ผมมาเสียจังหวะอีกทีตอนจะเลี้ยวซ้ายออกพระราม 4 เพราะมันติดมากเหมือนกัน
ผมชั่งใจนิดหนึ่งว่าจะเอาไงดี ถ้าตรงไปก็เป็นสาทรใต้ เลี้ยวซ้ายก็เป็นพระราม 4 แต่ทำไมมันติดจังหว่า ... ผมเลือกตรงไปแหละ เพราะโล่งสุด ๆ ขอเข้าสวนพลูเหมือนเดิมครับ รู้อย่างนี้น่าจะเลี้ยวซ้ายตั้งแต่หน้าโรงแรมก็จบแล้วววว!!
พอเข้าสวนพลูแล้ว รถก็เยอะเหมือนกันนะ แต่เอาเป็นว่าคุ้นเคยกว่า ถ้าหลุดตรงนี้ก็น่าจะดีขึ้นแน่นอน
เมื่อถึงใต้ทางด่วนก็อยากขึ้นนะแต่ก็ไม่อยากเสียตังค์ เหลือบมองไปไกล ๆ ที่จะไปทางพระราม 4 ก็ไม่ค่อยมีรถเหมือนทุกครั้ง แล้วที่พระราม 4 มันติดเพราะอะไรเนี่ย !! งั้นผมวิ่งทางราบมาเลี้ยวขวาที่แยก ณ ระนองดีกว่า
ระหว่างที่รอไฟแดง ผมเห็นว่ามีรถบรรทุก รถพ่วงเลี้ยวขวาออกจากท่าเรือเยอะมาก .. งั้นผมเข้าพระราม 4 อีกครั้งละก๊านนน วิ่งวนแบบสุด ๆ
พอผ่าหน้า ม. กรุงเทพ ดูรถยังติด ๆ อยู่ งั้นลองเข้าไปที่สายเก่าดู น่าจะดีขึ้น เพราะรถทางตรงคงไม่เหมาะ ถ้าหากจะเลี้ยวซ้ายออก 42 คงไม่ทันแล้ว เพราะชิดขวาจะเลี้ยวอยู่แล้ว
จริง ๆ ผมไม่ค่อยชอบวิ่งเส้นนี้เท่าไหร่ เพราะไม่อยากไปเบียดตรงกลับรถใต้สะพานพระโขนงสักเท่าไร มันเป็นการแก่งแย่งกันแบบสุด ๆ เพียงเพื่อจะกลับรถเท่านั้นเอง คนที่อยู่เลนในก็ไม่อยากให้รถแทรก ส่วนคนที่จะแทรกก็จะเบียดเข้าให้ได้ ถ้ามีรถมอเตอร์ไซต์มาแทรกให้ก็จะได้จังหวะดีหน่อย พอทุเลาอาการเดือดลงไปได้บ้าง แต่ถ้าให้รถเก๋งรถปิกอัพมาเบียดกันเองเมื่อไหรนะ ผมว่ามันแทบจะฆ่ากันตายให้ได้ เพราะต่างคนต่างก็ไม่ยอมกันสักที ใครกล้าเสียบหน้า(รถ)เข้ามาเยอะหน่อยก็จะได้ไปก่อน ใครที่จะกลับรถตรงนี้หรือมาบ่อยๆ คงจะทราบดีว่าเป็นอย่างไร
สุดท้าย ผมกลับถึงบ้านประมาณ 6 โมงครึ่ง ซึ่งก็ใช้เวลาเยอะมากเหมือนกัน และผมก็ไม่อยากคิดเลยว่าผมจะทำอะไรแบบนี้ได้ ขับรถวนไปวนมา เพราะแทนที่จะทำอะไรง่าย รอสักนิด กลับเปลี่ยนเส้นทางไปมา ยังกะเล่นงูกินหาง เลยไม่แน่ใจว่าเสียเวลาที่ตรงไหนกันแน่ แล้วรถมันติด ๆ จริงหรือเปล่าหว่า .. แต่สุดท้ายผมก็ทำไปแล้วแหละ อย่าคิดมาก :)
จังหวะนั้น ผมได้ไฟเขียวพอดี งั้นเอาเป็นว่าผมขับเลี้ยวขวาไปก่อนแล้วค่อยอ้อมเข้าหลังสวนลุมออกมาพระราม 4 อีกรอบ จริง ๆ แล้วอ้อมมาทาง นี้น่าจะง่ายกว่าด้วยซ้ำไปนะ
แต่ผมมาเสียจังหวะอีกทีตอนจะเลี้ยวซ้ายออกพระราม 4 เพราะมันติดมากเหมือนกัน
ผมชั่งใจนิดหนึ่งว่าจะเอาไงดี ถ้าตรงไปก็เป็นสาทรใต้ เลี้ยวซ้ายก็เป็นพระราม 4 แต่ทำไมมันติดจังหว่า ... ผมเลือกตรงไปแหละ เพราะโล่งสุด ๆ ขอเข้าสวนพลูเหมือนเดิมครับ รู้อย่างนี้น่าจะเลี้ยวซ้ายตั้งแต่หน้าโรงแรมก็จบแล้วววว!!
พอเข้าสวนพลูแล้ว รถก็เยอะเหมือนกันนะ แต่เอาเป็นว่าคุ้นเคยกว่า ถ้าหลุดตรงนี้ก็น่าจะดีขึ้นแน่นอน
เมื่อถึงใต้ทางด่วนก็อยากขึ้นนะแต่ก็ไม่อยากเสียตังค์ เหลือบมองไปไกล ๆ ที่จะไปทางพระราม 4 ก็ไม่ค่อยมีรถเหมือนทุกครั้ง แล้วที่พระราม 4 มันติดเพราะอะไรเนี่ย !! งั้นผมวิ่งทางราบมาเลี้ยวขวาที่แยก ณ ระนองดีกว่า
ระหว่างที่รอไฟแดง ผมเห็นว่ามีรถบรรทุก รถพ่วงเลี้ยวขวาออกจากท่าเรือเยอะมาก .. งั้นผมเข้าพระราม 4 อีกครั้งละก๊านนน วิ่งวนแบบสุด ๆ
พอผ่าหน้า ม. กรุงเทพ ดูรถยังติด ๆ อยู่ งั้นลองเข้าไปที่สายเก่าดู น่าจะดีขึ้น เพราะรถทางตรงคงไม่เหมาะ ถ้าหากจะเลี้ยวซ้ายออก 42 คงไม่ทันแล้ว เพราะชิดขวาจะเลี้ยวอยู่แล้ว
จริง ๆ ผมไม่ค่อยชอบวิ่งเส้นนี้เท่าไหร่ เพราะไม่อยากไปเบียดตรงกลับรถใต้สะพานพระโขนงสักเท่าไร มันเป็นการแก่งแย่งกันแบบสุด ๆ เพียงเพื่อจะกลับรถเท่านั้นเอง คนที่อยู่เลนในก็ไม่อยากให้รถแทรก ส่วนคนที่จะแทรกก็จะเบียดเข้าให้ได้ ถ้ามีรถมอเตอร์ไซต์มาแทรกให้ก็จะได้จังหวะดีหน่อย พอทุเลาอาการเดือดลงไปได้บ้าง แต่ถ้าให้รถเก๋งรถปิกอัพมาเบียดกันเองเมื่อไหรนะ ผมว่ามันแทบจะฆ่ากันตายให้ได้ เพราะต่างคนต่างก็ไม่ยอมกันสักที ใครกล้าเสียบหน้า(รถ)เข้ามาเยอะหน่อยก็จะได้ไปก่อน ใครที่จะกลับรถตรงนี้หรือมาบ่อยๆ คงจะทราบดีว่าเป็นอย่างไร
สุดท้าย ผมกลับถึงบ้านประมาณ 6 โมงครึ่ง ซึ่งก็ใช้เวลาเยอะมากเหมือนกัน และผมก็ไม่อยากคิดเลยว่าผมจะทำอะไรแบบนี้ได้ ขับรถวนไปวนมา เพราะแทนที่จะทำอะไรง่าย รอสักนิด กลับเปลี่ยนเส้นทางไปมา ยังกะเล่นงูกินหาง เลยไม่แน่ใจว่าเสียเวลาที่ตรงไหนกันแน่ แล้วรถมันติด ๆ จริงหรือเปล่าหว่า .. แต่สุดท้ายผมก็ทำไปแล้วแหละ อย่าคิดมาก :)
วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553
บ่ายนี้ที่จอดรถเต็มจัง
โดยปกติ ผมจะเลี่ยงการขับเข้าห้างในตัวเมืองหรือห้างในชุนชนที่น่าจะมีรถเยอะ เพราะมันไม่ได้แค่เข้าออกลำบากแต่รวมไปถึงการหาที่จอดรถด้วย มันสุดแสนจะยุ่งยากแสนเข็นทีต้องขับตระเวนในลานจอด เพราะให้ได้ที่จอดเหมาะ ๆ สักที่ แต่บ่ายนี้ ผมมีธุระต้องไปที่ห้างเดอะ มอลล์ บางกะปิ แค่ได้ยินชื่อนี้ ผมว่าหลายคนคงขยาดไม่อยากขับรถขึ้นห้างเลยทีเดียว ซึ่งผมก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ
ผมขับรถออกจากบ้านที่อ่อนนุชไปถึงเดอะ มอลล์แค่ 15 นาที แต่ผมต้องวนหาที่จอดเป็นชั่งโมงหรือมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะลานจอดเต็มแทบทุกชั้น ยกเว้นชั้นบนดาดฟ้า เพราะเขาไม่ได้ขึ้นไป ด้วยเหตุอันใดก็ไม่ทราบได้ ทั้ง ๆ ที่ลานจอดชั้นอื่น ๆ เต็มหมดแล้ว
ตอนแรกที่ผมขับเข้าไปผมก็ทะยานพุ่งขึ้นไปเกือบชั้นบนสุดเพราะคิดว่าคนคงไม่อยากขึ้นเท่าไร น่าจะพอที่ว่างอยู่บ้าง แต่ผมก็คิดผิดเพราะพอวนขึ้นยังไม่พ้นจากตรงทางลาดขึ้นก็เจอป้ายมาตั้งไว้ว่า "ที่จอดรถเต็ม" ผมเลยต้องวนลงมาเสี่ยงดวงที่ชั้นข้างล่างอีกรอบ
ผมเลือกเข้าชั้น 2A ซึ่งจริง ๆ ตอนแรกผมไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นผมวนเข้าชั้นไหน รู้อย่างเดียวว่าต้องหาที่จอดให้ได้ ยังไงต้องหาให้ได้ครับ ผมไม่เคยวนรถหลายรอบแบบนี้ม่ก่อน และผมเริ่มจะหมดความอดทนกับที่ต้องวนรถไปเรื่อย ๆ เพื่อหาที่จอดแล้ว มันไม่สนุกเอาเสียเลย
พอผมวิ่งเข้าลานจอด ผมเลือกเอาช่องเลนกลาง ๆ เลย เพราะผมเห็นว่ามีรถน้อยกว่า ถ้ามีรถออกก็จะง่ายกว่าและคนคงไม่ชอบเข้าเลนกลาง ๆ หรอก ..
เชื่อไหมครับว่า ผมเดาถูก... :-P
พอผมวิ่งมาได้ช่วงกลาง ๆ เลนของลานจอด ผมได้ยินเสียงปิดประตูดังปั้ง .. อ๊ะ น่าจะมีรถออก ผมเบรคทันทีเลยครับ มองซ้ายทีขวาที เห็นคนในรถปิกอัพคันหนึ่งขวามือทำท่าเหมือนจะออกเพราะคนในรถเต็มเลย .. ยังงี้ก็สวยสิครับ ผมเปิดไฟ(ฉุกเฉิน)กระพริบ ถอยรถหลังนิดหนึ่งให้เขาออกได้สะดวกเพราะผมอยากเข้าไปเต็มทีแล้ว :)
พอ 4 โมงกว่า ๆ ได้เวลาผมออกจากห้าง ผมก็ต้องมาเข็นรถ 2-3 คันเพื่อจะได้พ้น ๆ ทางออกของผม ก็ไม่มีปัญหาอะไร สะบาย ๆ ถ้าใส่เกียร์ว่างไว้
ช่วงหนึ่งที่ออกจากห้าง ผมเห็นพี่ยามแกเข็นรถเก๋งของใครก็ไม่รู้ไปชนกับรถอีกคัน ถึงแม้จะไม่ได้ชนแรงจนเป็นแผลเวอะวะแต่ก็คงโดนรอบ ๆ ป้ายทะเบียนไปเยอะเหมือนกันเพราะชนปึ้ง กระเด็นแบบกระตุกทั้งสองคัน !!!
ผมขับรถออกจากบ้านที่อ่อนนุชไปถึงเดอะ มอลล์แค่ 15 นาที แต่ผมต้องวนหาที่จอดเป็นชั่งโมงหรือมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะลานจอดเต็มแทบทุกชั้น ยกเว้นชั้นบนดาดฟ้า เพราะเขาไม่ได้ขึ้นไป ด้วยเหตุอันใดก็ไม่ทราบได้ ทั้ง ๆ ที่ลานจอดชั้นอื่น ๆ เต็มหมดแล้ว
ตอนแรกที่ผมขับเข้าไปผมก็ทะยานพุ่งขึ้นไปเกือบชั้นบนสุดเพราะคิดว่าคนคงไม่อยากขึ้นเท่าไร น่าจะพอที่ว่างอยู่บ้าง แต่ผมก็คิดผิดเพราะพอวนขึ้นยังไม่พ้นจากตรงทางลาดขึ้นก็เจอป้ายมาตั้งไว้ว่า "ที่จอดรถเต็ม" ผมเลยต้องวนลงมาเสี่ยงดวงที่ชั้นข้างล่างอีกรอบ
ผมเลือกเข้าชั้น 2A ซึ่งจริง ๆ ตอนแรกผมไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นผมวนเข้าชั้นไหน รู้อย่างเดียวว่าต้องหาที่จอดให้ได้ ยังไงต้องหาให้ได้ครับ ผมไม่เคยวนรถหลายรอบแบบนี้ม่ก่อน และผมเริ่มจะหมดความอดทนกับที่ต้องวนรถไปเรื่อย ๆ เพื่อหาที่จอดแล้ว มันไม่สนุกเอาเสียเลย
พอผมวิ่งเข้าลานจอด ผมเลือกเอาช่องเลนกลาง ๆ เลย เพราะผมเห็นว่ามีรถน้อยกว่า ถ้ามีรถออกก็จะง่ายกว่าและคนคงไม่ชอบเข้าเลนกลาง ๆ หรอก ..
เชื่อไหมครับว่า ผมเดาถูก... :-P
พอผมวิ่งมาได้ช่วงกลาง ๆ เลนของลานจอด ผมได้ยินเสียงปิดประตูดังปั้ง .. อ๊ะ น่าจะมีรถออก ผมเบรคทันทีเลยครับ มองซ้ายทีขวาที เห็นคนในรถปิกอัพคันหนึ่งขวามือทำท่าเหมือนจะออกเพราะคนในรถเต็มเลย .. ยังงี้ก็สวยสิครับ ผมเปิดไฟ(ฉุกเฉิน)กระพริบ ถอยรถหลังนิดหนึ่งให้เขาออกได้สะดวกเพราะผมอยากเข้าไปเต็มทีแล้ว :)
พอ 4 โมงกว่า ๆ ได้เวลาผมออกจากห้าง ผมก็ต้องมาเข็นรถ 2-3 คันเพื่อจะได้พ้น ๆ ทางออกของผม ก็ไม่มีปัญหาอะไร สะบาย ๆ ถ้าใส่เกียร์ว่างไว้
ช่วงหนึ่งที่ออกจากห้าง ผมเห็นพี่ยามแกเข็นรถเก๋งของใครก็ไม่รู้ไปชนกับรถอีกคัน ถึงแม้จะไม่ได้ชนแรงจนเป็นแผลเวอะวะแต่ก็คงโดนรอบ ๆ ป้ายทะเบียนไปเยอะเหมือนกันเพราะชนปึ้ง กระเด็นแบบกระตุกทั้งสองคัน !!!
วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
หลงทางเสียเวลา
วันนี้ ผมมีธุระต้องไปทำซีคอนหลังเลิกงาน ซึ่งตามปกติ ผมก็ไปที่นี่ประจำตอนวันหยุด และก็ไม่เคยใช้เส้นทางนี้เลย
พอผมลงจากทางด่วนออกที่ซอยสุขุมวิท 62 แล้วกลับรถเพื่อจะเข้าซอยสุขุมวิท 101/1 แต่ดันไปเข้าซอยสุขุมวิท 101 แทน เพราะลืมไปว่ามีอีกซอยอยู่ข้างหน้า
เมื่อผมวิ่งเข้าซอยสุขุมวิท 101 ก็ซิ่งตรงไปเรื่อย ๆ จนจะสุดซอยแล้วก็ลองเลี้ยวขวาเข้าไป แต่ดูท่าทางจะไม่ใช่ เลยจอดถามคนแถวนั้น .. เขาบอกผมว่าเป็นทางตันให้กลับไปเข้าซอย 38 หรือ 40 เพื่อทะลุออกศรีนครินทร์ ..
เอาล่ะ ผมขับเข้าไปในซอยนิดหนึ่งแล้วก็กลับรถเพื่อวิ่งออกทางเดิม แต่คราวนี้ มันหนักกว่าเมื่อกี้เพราะตอนนี้ แดดส่งเข้ากระจกบานข้างหน้าอย่างแรงจนผมแทบจะไม่เห็นหนทางเลย ไหนจะต้องคอยมองหาทางเข้าซอยที่จะทะลุออกไปให้ได้ ไหนจะต้องคอยมองให้ดีกว่าเพราะกลัวมอเตอร์ไซต์หรือมีรถสวนมาตลอด ผมจึงต้องขับขับช้า ๆ เอา
พอผมวิ่งไปจนถึงซอยประมาณ 30 ต้น ๆ เอาเป็นว่า ผมลืมไปว่าต้องหาที่เลี้ยวเข้าซอยที่เขาบอกมา เพราะอ่านป้ายหมายเลขซอยไม่ได้เลย..
ผมก็ต้องหาที่กลับรถอีกรอบเพื่อหาซอย 40 .. พอผมกลับรถได้ก็เริ่มนับซอยมาเรื่อย ๆ จนมาถึง 38 .. เออ ทำไมมันเล็กจัง มันจะพ้นไปได้ไหมเนี่ย ?! ผมเลยไม่เข้าซอย 38 วิ่งไปเข้สซอย 40 แทน ผมเห็นมีรถปิกอัพป้ายแดงวิ่งระเลียดเล่น เหมือนหัดขับรถเลย ผมก็เลยแซงเขาเข้าไปข้างใน .. ซวยแล้ว เจอซอยตัน ต้องหาทางออกซะแล้ว...!!!
เออ.. ตกลงเขาบอกผิดหรือว่าเราจำผิดกันแน่ เพราะมัวมองหาซอยที่จะเข้าเลยจำสับสนไป!!
ผมกลับรถออกจากซอย 40 แล้วเลี้ยวขวา .. อืมม เจอแดดแรง ๆ อีกแล้ว เมื่อกี้ก็เพิ่งจะผ่านไป .. แต่ต้องทนเพื่อหาทางออกไปศรีนครินทร์ให้ได้
เมื่อผมมาซอย 30 ก็ตีไฟเลี้ยวแบบประชิดเหมือนกัน แต่ดีที่พี่มอเตอร์ไซต์ข้างหลังแกไม่ได้ขับมาไกล้มาก เลยไม่มีอะไรเกิดขึ้น
พอผมขับมาถึงกลางซอยเท่านั้นแหละ ผมก็เจอป้ายสีเขียวบอกทางไปศรีนครินทร์ เออ.. แล้วเมื่อกี้ไม่ยักกะเห็นว่ามีป้ายตรงทางเข้ามาที่ปากซอย 30 เลยนี่หว่า !!!
จากนั้น ผมก็ขับเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาตามป้ายไปเรื่อย ๆ มาช้าอีกทีก็ตอนจะเข้าซอย 101/1 มั้ง รถเยอะมาก แบบแน่นสนิทเลย กว่าจะหลุดออกมาก็ใช้เวลาเหมือนกันเพราะต้องเบียดออกกันสาระพัด รถเยอะจริง ๆ นะเนี่ย ขนาดผมอุตส่าห์ออกจากที่ทำงานตั้งแต่ตอน 4 โมงนิดๆ แล้วนะ ยังเจอแบบนี้อีก
พอผมเลี้ยวซ้ายเข้าสุขุมวิท 101/1 แล้วแต่ก็ยังทำให้ผมงงมาตลอดเส้นทางเพราะมันได้ตรงดิ่งอย่างที่ผมคิดไว้ มันคดเคี้ยวเลี้ยวซ้ายขวาไปตลอด แต่ยังดีที่มีป้ายบอกทางให้เวลาเจอแยกให้เลี้ยว ไม่ได้ต้องตาม ๆ คนข้างหน้าเหมือนตอนแรกที่ขับเข้ามา
แอ๊น.. แอ้น.. แอ่น... และสุดท้าย ผมก็โผล่ออกศรีนครินทร์โดยมีห้างซีคอนตั้งตระหง่านอยู่ฝั่งตรงข้าม ผมก็ขับเข้าซ้ายเตรียมขึ้นทางข้ามเข้าซีคอน ตามนั้นแล .... :)
พอผมลงจากทางด่วนออกที่ซอยสุขุมวิท 62 แล้วกลับรถเพื่อจะเข้าซอยสุขุมวิท 101/1 แต่ดันไปเข้าซอยสุขุมวิท 101 แทน เพราะลืมไปว่ามีอีกซอยอยู่ข้างหน้า
เมื่อผมวิ่งเข้าซอยสุขุมวิท 101 ก็ซิ่งตรงไปเรื่อย ๆ จนจะสุดซอยแล้วก็ลองเลี้ยวขวาเข้าไป แต่ดูท่าทางจะไม่ใช่ เลยจอดถามคนแถวนั้น .. เขาบอกผมว่าเป็นทางตันให้กลับไปเข้าซอย 38 หรือ 40 เพื่อทะลุออกศรีนครินทร์ ..
เอาล่ะ ผมขับเข้าไปในซอยนิดหนึ่งแล้วก็กลับรถเพื่อวิ่งออกทางเดิม แต่คราวนี้ มันหนักกว่าเมื่อกี้เพราะตอนนี้ แดดส่งเข้ากระจกบานข้างหน้าอย่างแรงจนผมแทบจะไม่เห็นหนทางเลย ไหนจะต้องคอยมองหาทางเข้าซอยที่จะทะลุออกไปให้ได้ ไหนจะต้องคอยมองให้ดีกว่าเพราะกลัวมอเตอร์ไซต์หรือมีรถสวนมาตลอด ผมจึงต้องขับขับช้า ๆ เอา
พอผมวิ่งไปจนถึงซอยประมาณ 30 ต้น ๆ เอาเป็นว่า ผมลืมไปว่าต้องหาที่เลี้ยวเข้าซอยที่เขาบอกมา เพราะอ่านป้ายหมายเลขซอยไม่ได้เลย..
ผมก็ต้องหาที่กลับรถอีกรอบเพื่อหาซอย 40 .. พอผมกลับรถได้ก็เริ่มนับซอยมาเรื่อย ๆ จนมาถึง 38 .. เออ ทำไมมันเล็กจัง มันจะพ้นไปได้ไหมเนี่ย ?! ผมเลยไม่เข้าซอย 38 วิ่งไปเข้สซอย 40 แทน ผมเห็นมีรถปิกอัพป้ายแดงวิ่งระเลียดเล่น เหมือนหัดขับรถเลย ผมก็เลยแซงเขาเข้าไปข้างใน .. ซวยแล้ว เจอซอยตัน ต้องหาทางออกซะแล้ว...!!!
เออ.. ตกลงเขาบอกผิดหรือว่าเราจำผิดกันแน่ เพราะมัวมองหาซอยที่จะเข้าเลยจำสับสนไป!!
ผมกลับรถออกจากซอย 40 แล้วเลี้ยวขวา .. อืมม เจอแดดแรง ๆ อีกแล้ว เมื่อกี้ก็เพิ่งจะผ่านไป .. แต่ต้องทนเพื่อหาทางออกไปศรีนครินทร์ให้ได้
เมื่อผมมาซอย 30 ก็ตีไฟเลี้ยวแบบประชิดเหมือนกัน แต่ดีที่พี่มอเตอร์ไซต์ข้างหลังแกไม่ได้ขับมาไกล้มาก เลยไม่มีอะไรเกิดขึ้น
พอผมขับมาถึงกลางซอยเท่านั้นแหละ ผมก็เจอป้ายสีเขียวบอกทางไปศรีนครินทร์ เออ.. แล้วเมื่อกี้ไม่ยักกะเห็นว่ามีป้ายตรงทางเข้ามาที่ปากซอย 30 เลยนี่หว่า !!!
จากนั้น ผมก็ขับเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาตามป้ายไปเรื่อย ๆ มาช้าอีกทีก็ตอนจะเข้าซอย 101/1 มั้ง รถเยอะมาก แบบแน่นสนิทเลย กว่าจะหลุดออกมาก็ใช้เวลาเหมือนกันเพราะต้องเบียดออกกันสาระพัด รถเยอะจริง ๆ นะเนี่ย ขนาดผมอุตส่าห์ออกจากที่ทำงานตั้งแต่ตอน 4 โมงนิดๆ แล้วนะ ยังเจอแบบนี้อีก
พอผมเลี้ยวซ้ายเข้าสุขุมวิท 101/1 แล้วแต่ก็ยังทำให้ผมงงมาตลอดเส้นทางเพราะมันได้ตรงดิ่งอย่างที่ผมคิดไว้ มันคดเคี้ยวเลี้ยวซ้ายขวาไปตลอด แต่ยังดีที่มีป้ายบอกทางให้เวลาเจอแยกให้เลี้ยว ไม่ได้ต้องตาม ๆ คนข้างหน้าเหมือนตอนแรกที่ขับเข้ามา
แอ๊น.. แอ้น.. แอ่น... และสุดท้าย ผมก็โผล่ออกศรีนครินทร์โดยมีห้างซีคอนตั้งตระหง่านอยู่ฝั่งตรงข้าม ผมก็ขับเข้าซ้ายเตรียมขึ้นทางข้ามเข้าซีคอน ตามนั้นแล .... :)
วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
งานเข้าแต่เช้าเล้ย!!
ผมตื่นมาตอนตีห้ากว่า ๆ เพื่อจะไปส่งเพื่อนที่สนามบินแล้วก็จะไปรับน้องเจไดกลับบ้าน
พอผมกับเพื่อนจัดข้าวของเสร็จเรียบร้อย พร้อมเดินทางก็เดินทางมาที่รถ เข็นรถปิกอัพที่ขวางทางออกคันหนึ่ง แต่ก็ไม่พ้น เลยเรียกเจ้าของรถลงมาให้เลื่อนออกไปข้างนอกแทน ..
เมื่อทางสะดวก ผมก็เปิดประตูรถเตรียมสตาร์ทรถ แต่แล้ว .... พอบิดกุญแจจะสตาร์ทรถ มีอาการเหมือนตัวส่งไฟไม่พอ เออ.. ผมเพิ่งจะเปลี่ยนแบตเมื่อกลางปีนี่นา มันจะหมดเร็วขนาดนั้นเลยเหรอ ?!?!
ผมลองบิดกุญแจสตาร์ทอีก 2-3 ครั้งก็ไม่ดีขึ้น อืมมม.. พอจังหวะรีบ ๆ แต่รถกลับใช้งานไม่ได้ เอาไงล่ะทีนี้..
เมื่อผมเห็นท่าไม่ค่อยสู้ดี ผมเลยชวนเพื่อนเดินออกไปปากซอยแล้วเรียกแทกซี่ให้ไปส่งที่สนามบินแทนก่อน เดี๋ยวผมจะกลับมาจัดการกับรถอีกที อยากรู้เหมือนกันว่ามันเป็นอะไร ???
เอาล่ะ เมื่อส่งเพื่อนขึ้นรถแทกซี่เรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินกลับมาที่รถ เปิดกระโปรงหน้าดูอุปกรณ์หน่อยว่าตรงไหนที่มันจะเสีย จะพังบ้าง ซึ่งจริง ๆ ผมก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องเครื่องยนต์อะไรหรอก แต่ขอดูก่อนเผื่อหาจะทำอะไรได้บ้าง
หลังจากที่ดูตรงนั้น ตรงนี้ที ผมก็พบว่าน้ำกลั่นมันพร่องลงไปเยอะ แล้วผมก็ปิดกระโปรงรถ แล้วเดินขึ้นไปบนห้อง ลองดูว่าเป็นที่คิดหรือเปล่า เพราะไม่แบตหมดจริง ๆ ก็อาจจะต้องปลุกคนข้างห้องให้เขามาช่วยพ่วงแบตก็ได้
ผมก็เลยลองโปรไปหาเพื่อนอีกคนที่เขาใช้ฮอนด้าเหมือนกัน เขาแนะนำให้ติดต่อเบอร์ของ honda service ที่มีในคู่มือรถได้ เป็นบริการฟรีเพราะเขาใช้มอเตอร์ไซต์วิ่งให้บริการ เผื่อเขาจะได้เช็คอย่างอื่นด้วยว่าอะไรที่มันมีปัญหากันแน่
จากนั้น ผมเดินลงไปที่รถเพื่อหาเบอร์แล้วก็โทรแจ้งหน่อวยบริการขอความมช่วยเหลือด่วน ตามที่มีในคู่มือรถโดยบอกเขาว่า รถสตาร์ทไม่ติดในซอยอ่อนนุช พอวางสาย ผมก็รอ ๆ อยู่แถวรถนั่นแหละ แล้วก็มีโทรศัทพ์ดังขึ้นบอกว่าติดต่อช่างให้แล้ว พร้อมบอกชื่อช่างและลักษณะรถที่จะมาให้บริการ เป็นข้อมูลให้กับลูกค้าไว้ก่อน
ผมรออยู่ประมาณ 15 - 20 นาที ผมก็เห็นชายคนหนึ่งใส่ชุดสีแดงขับรถมอเตอร์ไซต์สีขาววิ่งเข้ามาที่หน้าหอพัก เออ .. น่าจะใช่ตามที่บอก มาเร็วดีนะ อยากให้เป็นแบบนี้ทุกทีจัง
พอเขาจอดรถเสร็จก็โทรหาเบอร์กลางบอกมาถึงไซต์แล้ว จากนั้นไม่นาน โทรศัพท์มือถือของผมก็ดังชึ้น พอผมรับก็เนเสียงของคนเดิมที่คุยกันเมื่อกี้ถามว่าเจอช่างแล้วนะค่ะ ผมก็คอนเฟิร์มไปตามนั้น
ระหว่างนั้น ช่างก็เปิดกล่องเครื่องมือที่ท้ายรถ ดึงเอาแบตเตอร์รี่ก้อนหนึ่งออกมาแล้วไปวางไว้ที่หน้ารถของผม จัดการพ่วงแบต แล้วให้ไปผมลองสตาร์ทรถดู .. โอ้ .. เป็นไปตามคาด แบตมีปัญหาจริง ๆ
หลังจากนั้น พอผมขับรถออกไปได้ ผมก็แวะเติมน้ำกลั่นที่ปั้มคาลเท็กซ์ใกล้บ้าน แล้วบึ่งรถไปคู้บอนเพื่อรับน้องเจไดกลับบ้าน ..
เบอร์ติดต่อ honda service
1800 555 000 -- เป็นเบอร์โทรฟรีแต่ผมติดต่อเบอร์นี้ไม่ได้ (เหมือนเบอร์ยังไม่เปิดใช้บริการ)
1401 555 000 -- เป็นเบอร์มือถือที่ติดต่อง่าย คุยดีครับ
พอผมกับเพื่อนจัดข้าวของเสร็จเรียบร้อย พร้อมเดินทางก็เดินทางมาที่รถ เข็นรถปิกอัพที่ขวางทางออกคันหนึ่ง แต่ก็ไม่พ้น เลยเรียกเจ้าของรถลงมาให้เลื่อนออกไปข้างนอกแทน ..
เมื่อทางสะดวก ผมก็เปิดประตูรถเตรียมสตาร์ทรถ แต่แล้ว .... พอบิดกุญแจจะสตาร์ทรถ มีอาการเหมือนตัวส่งไฟไม่พอ เออ.. ผมเพิ่งจะเปลี่ยนแบตเมื่อกลางปีนี่นา มันจะหมดเร็วขนาดนั้นเลยเหรอ ?!?!
ผมลองบิดกุญแจสตาร์ทอีก 2-3 ครั้งก็ไม่ดีขึ้น อืมมม.. พอจังหวะรีบ ๆ แต่รถกลับใช้งานไม่ได้ เอาไงล่ะทีนี้..
เมื่อผมเห็นท่าไม่ค่อยสู้ดี ผมเลยชวนเพื่อนเดินออกไปปากซอยแล้วเรียกแทกซี่ให้ไปส่งที่สนามบินแทนก่อน เดี๋ยวผมจะกลับมาจัดการกับรถอีกที อยากรู้เหมือนกันว่ามันเป็นอะไร ???
เอาล่ะ เมื่อส่งเพื่อนขึ้นรถแทกซี่เรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินกลับมาที่รถ เปิดกระโปรงหน้าดูอุปกรณ์หน่อยว่าตรงไหนที่มันจะเสีย จะพังบ้าง ซึ่งจริง ๆ ผมก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องเครื่องยนต์อะไรหรอก แต่ขอดูก่อนเผื่อหาจะทำอะไรได้บ้าง
หลังจากที่ดูตรงนั้น ตรงนี้ที ผมก็พบว่าน้ำกลั่นมันพร่องลงไปเยอะ แล้วผมก็ปิดกระโปรงรถ แล้วเดินขึ้นไปบนห้อง ลองดูว่าเป็นที่คิดหรือเปล่า เพราะไม่แบตหมดจริง ๆ ก็อาจจะต้องปลุกคนข้างห้องให้เขามาช่วยพ่วงแบตก็ได้
ผมก็เลยลองโปรไปหาเพื่อนอีกคนที่เขาใช้ฮอนด้าเหมือนกัน เขาแนะนำให้ติดต่อเบอร์ของ honda service ที่มีในคู่มือรถได้ เป็นบริการฟรีเพราะเขาใช้มอเตอร์ไซต์วิ่งให้บริการ เผื่อเขาจะได้เช็คอย่างอื่นด้วยว่าอะไรที่มันมีปัญหากันแน่
จากนั้น ผมเดินลงไปที่รถเพื่อหาเบอร์แล้วก็โทรแจ้งหน่อวยบริการขอความมช่วยเหลือด่วน ตามที่มีในคู่มือรถโดยบอกเขาว่า รถสตาร์ทไม่ติดในซอยอ่อนนุช พอวางสาย ผมก็รอ ๆ อยู่แถวรถนั่นแหละ แล้วก็มีโทรศัทพ์ดังขึ้นบอกว่าติดต่อช่างให้แล้ว พร้อมบอกชื่อช่างและลักษณะรถที่จะมาให้บริการ เป็นข้อมูลให้กับลูกค้าไว้ก่อน
ผมรออยู่ประมาณ 15 - 20 นาที ผมก็เห็นชายคนหนึ่งใส่ชุดสีแดงขับรถมอเตอร์ไซต์สีขาววิ่งเข้ามาที่หน้าหอพัก เออ .. น่าจะใช่ตามที่บอก มาเร็วดีนะ อยากให้เป็นแบบนี้ทุกทีจัง
พอเขาจอดรถเสร็จก็โทรหาเบอร์กลางบอกมาถึงไซต์แล้ว จากนั้นไม่นาน โทรศัพท์มือถือของผมก็ดังชึ้น พอผมรับก็เนเสียงของคนเดิมที่คุยกันเมื่อกี้ถามว่าเจอช่างแล้วนะค่ะ ผมก็คอนเฟิร์มไปตามนั้น
ระหว่างนั้น ช่างก็เปิดกล่องเครื่องมือที่ท้ายรถ ดึงเอาแบตเตอร์รี่ก้อนหนึ่งออกมาแล้วไปวางไว้ที่หน้ารถของผม จัดการพ่วงแบต แล้วให้ไปผมลองสตาร์ทรถดู .. โอ้ .. เป็นไปตามคาด แบตมีปัญหาจริง ๆ
หลังจากนั้น พอผมขับรถออกไปได้ ผมก็แวะเติมน้ำกลั่นที่ปั้มคาลเท็กซ์ใกล้บ้าน แล้วบึ่งรถไปคู้บอนเพื่อรับน้องเจไดกลับบ้าน ..
เบอร์ติดต่อ honda service
1800 555 000 -- เป็นเบอร์โทรฟรีแต่ผมติดต่อเบอร์นี้ไม่ได้ (เหมือนเบอร์ยังไม่เปิดใช้บริการ)
1401 555 000 -- เป็นเบอร์มือถือที่ติดต่อง่าย คุยดีครับ
วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เช้าไปบางปู เย็นไปบางเขน
เช้านี้ ผมขับรถออกจากบ้านตอนเช้าประมาณ 9 โมงครึ่งไปรับเพื่อนที่สนามบินไปเที่ยวที่เมืองโบราณ สมุทรปราการ
พอไปถึงสนนามบิน ผมก็จอดรอเพื่อนอยู่ชั้นผู้โดยสารขาออก แต่ยังไม่ได้วิ่งเข้ามาในหน้าอาคาร เพราะกลัวว่ายามจะมาไล่ไปซะก่อนที่เจอจะเพื่อน แล้วต้องวิ่งวนขึ้นมาใหม่อีกรอบ
ผมรออยู่ตรงนั้นไม่นานเท่าไร เพื่อนก็โทรมาบอกให้มารับได้ ตอนนี้รออยู่ข้างหน้าแล้ว ..
หลังจากที่ออกจากสนามบิน ผมใช้เส้นถนนกิ่งแก้ว ไปเทพารักษ์ เข้าศรีนครินทร์ ซึ่งตอนแรกจะวิ่งตรงแล้วเลี้ยวขวา เข้าสุขุมวิทสายเก่าอีกที แต่ดูถนนแล้วไม่ค่อยน่าไปเลย เพราะถนนแคบ ผิวขรุขระ และวิ่งเลียบคลองไปอีกต่างหาก คิดว่าใช้ศรีนครินทร์น่าดีกว่าแน่นอน และผมก็ชินกับทางเส้นนี้มากกว่าด้วย
พอผมไปถึงเมืองโบราณก็จอดรถให้เพื่อนไปซื้อตั๋วเข้าชมที่ออฟฟิซไกล้ประตูทางเข้า ..
ระหว่างที่อยู่ภายในเมืองโบราณ เราแวะชมกับถ่ายรูปกันไม่กี่ที่หรอกเพราะแดดร้อนจัด เมื่อเช้าออกจากบ้านยังคลื้มฟ้า คลื้มฝน แต่ตอนนี้ทำไมมันร้อนเปรี้ยง ๆ ซะงั้น
พอออกจากเมืองโบราณ เราไปกินข้าวเที่ยงกันที่ร้านสายลม บางแสน 2 ที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองโบราณแต่เป็นตรงข้าม (คิดว่าไม่น่าจะเรียกเยื้อง ๆ ได้อ่ะ )
จริง ๆ ผมเคยมาร้านนี้ตั้งแต่เมื่อปีก่อนแล้ว ชอบบรรยากาศร้านนี้มาก อาหารก็อร่อยดี ที่สำคัญ สั่งอาหารเสร็จก็ไม่ต้องรอนาน เพราะเขารับออเดอร์แบบออนไลน์ หากคนึกไม่ออกว่าออนไลน์เป็นแบบไหนก็คิดถึง MK ละกันครับ
บ่ายนี้ ผมกลับถึงบ้านประมาณ 4 โมงกว่า ๆ รู้สึกมีอาการมึน ๆ นิด ๆ บวกกับที่ฉลองลีโอกับเพื่อนไปขวดหนึ่ง .. :) จากนั้น ผมของีบหลับพักสักหน่อย เพราะตอนเย็น ๆ จะต้องพาเพื่อนไปรับของที่บางเขน
หลังจากที่พักไปได้สักพัหก็ตื่นขึ้นมาล้างหน้า ล้างตาเตรียมการเดินทางรอบที่สองของวันนี้
ตอนแรกผมกะว่าจะออกวงแหวนแต่มันคงไกลไปหน่อย เลยเปลี่ยนมาใช้เส้นบางกะปิ-บึงกุ่มแทน อย่างน้อยก็เลี่ยงรถติดที่หน้าเมเจอร์รัชโยธินไปบ้าง และพอดีว่าผมรับน้องคนหนึ่งมาด้วย เลยจะไปส่งเขาที่แยกลำสาลี
พอก่อนถึงแยกลำสาลี ผมส่งน้องเขาที่ป้ายรถเมล์เพื่อต่อไปที่หน้ารามฯ แต่เผอิญว่าหาช่องเสียบเข้าขวาไม่ได้ เลยต้องเลี้ยวขวาไปหน้ารามแวกลับรถ ก่อนถึงสนามกีฬา ฯ แทน แม้รถจะติด แต่เราก็ทำเวลาได้ไม่เลวนัก 5555..
จากนั้นก็เลี้ยวไปตลาดบางกะปิ เลี้ยวไปคลองจั่น เลี้ยวซ้ายไปนวมินทร์ ... แต่แล้วพอผมเจอป้ายเลี้ยวไป ม. เกษตร ผมก็เลี้ยวซ้ายไปทาง ม. เกษตร ซะงั้น แต่จริง ๆ ผมตั้งใจจะวิ่งไปจนถึงรามอินทราแล้วค่อยเลี้ยวซ้าย .. แต่ก็โอแหละ ไม่ลองไม่รู้ ?!?!
พอขับไปถึงถนนพลโยธิน ผมไม่แน่ใจว่ามันจะเลี้ยวขวาได้เพราะเห็นมีอะไรบังอยู่ แต่ไฟเขียวเลี้ยวมีนะ!! ผมเลยเลี้ยวซ้ายออกไปก่อน ค่อยหาทางกลับรถมาอีกที .. ดีว่าที่กลับอยู่ไม่ไกลจากตรงแยก ระหว่างที่ผมรอกลับรถ
ตอนที่ผมจะกลับรถ เกือบจะมีเรื่องให้เสียวอีกแล้ว เพราะมีมอเตอร์ไซต์คันวิ่งออกจากซอยทางซ้ายมือของผม เพื่อที่จะเลี้ยวขวา (กลับรถ) เหมือนกัน แต่แกไม่ยอมตีวงกว้างออกไป แต่วิ่งเข้ามาไกล้ ๆ หน้าของผม ทำให้ผมต้องเบรคกระทันหัน แต่ก็ไม่ได้เบรคแรงมาก
พอไปถึงบิ๊ก ซี สายใหม ผมก็งงเล็กน้อยเพราะเห็นมีรถเลี้ยวขวาเข้าบิ๊ก ซี แต่เพื่อนบอกเข้าบิกซีไม่ได้ อ้าวว แบบนี้ก็ต้องขับเลยไปก่อนแล้วค่อยกลับรถอีกที
เมื่อผมกลับรถมาถึงหน้าบิ๊ก ซี ก็เลี้ยวซ้ายที่วอยที่บอกเลี้ยวขวาเข้าไม่ได้ อ้าววว มันยังไงหว่า ?!?!?
ผมก็ขับรถเข้าไปในซอยข้างบิ๊ก ซี ก็สังเกตว่ามันบอกเป็นป้ายทางเข้าห้างนะ แต่ทำไมมันแคบและมีระจอดวางขวางกันจัง .. พอขับมาไกล้ ๆ ก็ต้องร้องอ๋อ เพราะแกกำลังขนของขึ้นรถปิ๊กอัพ เออ.. ใช้ทางรถให้เป็นประโยชน์จริง ๆ
พอเขาขนของออกจากทางรถ (ของผม) ผมก็วิ่งวนขวาขึ้นลานจอดรถ ซึ่งทางขึ้นจะแคบมา ต้องระวังเป็นอย่างมาก แต่ดีว่าผมเจอี่ว่างที่ชั้น 1 ที่ขึ้นมาพอดี เลยไม่ต้องวิ่งวนขึ้นไปหลายชั้นเสียเวลา เสียอารมณ์ แต่เพิ่มความกลัวตรงทางขึ้นห้างอีกต่างหาก!!
จากนั้น เราก็รอเพื่อนที่นัดไว้เอากระเป๋าเดินทางมาให้ในบิ๊ก ซี โดยอาศัยร้านซี เอ็ดเป็นที่พักพิงระหว่างรอ .. แม้จะมีแค่กระเป๋าเดียว แต่หนักมาก เขาบอกว่าประมาณ 15 กก. โห หนักเอาการเลย!!
เอาล่ะ เมื่อได้สิ่งที่ต้องการ เราก็ถึงเวลากลับบ้านแล้ว ผมออกจากหน้าบิกซีก็เลี้ยวซ้าย เข้าพลโยธิน พอมาถึงวงเวียนกะว่าจะเลี้ยวขวาเพื่อไปขึ้นทางด่วนที่วิภาวดี แต่กลับออกจากวงแหวนผิดมุม เพราะคิดว่ารถที่ตัดออกมาเป็นเลี้ยวขวาแล้ว แต่มันเป็นการออกทางตรงจากวงแหวนต่างหากตะมาณ 4 ทุ่มกว่า ๆ อาบน้ำเสร็จก็นอนทันทีเลย ไม่อยากเปิดคอมมาทำอะไร เพราะเหนื่อยมาทั้งวันแล้ววววว :)
พอไปถึงสนนามบิน ผมก็จอดรอเพื่อนอยู่ชั้นผู้โดยสารขาออก แต่ยังไม่ได้วิ่งเข้ามาในหน้าอาคาร เพราะกลัวว่ายามจะมาไล่ไปซะก่อนที่เจอจะเพื่อน แล้วต้องวิ่งวนขึ้นมาใหม่อีกรอบ
ผมรออยู่ตรงนั้นไม่นานเท่าไร เพื่อนก็โทรมาบอกให้มารับได้ ตอนนี้รออยู่ข้างหน้าแล้ว ..
หลังจากที่ออกจากสนามบิน ผมใช้เส้นถนนกิ่งแก้ว ไปเทพารักษ์ เข้าศรีนครินทร์ ซึ่งตอนแรกจะวิ่งตรงแล้วเลี้ยวขวา เข้าสุขุมวิทสายเก่าอีกที แต่ดูถนนแล้วไม่ค่อยน่าไปเลย เพราะถนนแคบ ผิวขรุขระ และวิ่งเลียบคลองไปอีกต่างหาก คิดว่าใช้ศรีนครินทร์น่าดีกว่าแน่นอน และผมก็ชินกับทางเส้นนี้มากกว่าด้วย
พอผมไปถึงเมืองโบราณก็จอดรถให้เพื่อนไปซื้อตั๋วเข้าชมที่ออฟฟิซไกล้ประตูทางเข้า ..
ระหว่างที่อยู่ภายในเมืองโบราณ เราแวะชมกับถ่ายรูปกันไม่กี่ที่หรอกเพราะแดดร้อนจัด เมื่อเช้าออกจากบ้านยังคลื้มฟ้า คลื้มฝน แต่ตอนนี้ทำไมมันร้อนเปรี้ยง ๆ ซะงั้น
พอออกจากเมืองโบราณ เราไปกินข้าวเที่ยงกันที่ร้านสายลม บางแสน 2 ที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองโบราณแต่เป็นตรงข้าม (คิดว่าไม่น่าจะเรียกเยื้อง ๆ ได้อ่ะ )
จริง ๆ ผมเคยมาร้านนี้ตั้งแต่เมื่อปีก่อนแล้ว ชอบบรรยากาศร้านนี้มาก อาหารก็อร่อยดี ที่สำคัญ สั่งอาหารเสร็จก็ไม่ต้องรอนาน เพราะเขารับออเดอร์แบบออนไลน์ หากคนึกไม่ออกว่าออนไลน์เป็นแบบไหนก็คิดถึง MK ละกันครับ
บ่ายนี้ ผมกลับถึงบ้านประมาณ 4 โมงกว่า ๆ รู้สึกมีอาการมึน ๆ นิด ๆ บวกกับที่ฉลองลีโอกับเพื่อนไปขวดหนึ่ง .. :) จากนั้น ผมของีบหลับพักสักหน่อย เพราะตอนเย็น ๆ จะต้องพาเพื่อนไปรับของที่บางเขน
หลังจากที่พักไปได้สักพัหก็ตื่นขึ้นมาล้างหน้า ล้างตาเตรียมการเดินทางรอบที่สองของวันนี้
ตอนแรกผมกะว่าจะออกวงแหวนแต่มันคงไกลไปหน่อย เลยเปลี่ยนมาใช้เส้นบางกะปิ-บึงกุ่มแทน อย่างน้อยก็เลี่ยงรถติดที่หน้าเมเจอร์รัชโยธินไปบ้าง และพอดีว่าผมรับน้องคนหนึ่งมาด้วย เลยจะไปส่งเขาที่แยกลำสาลี
พอก่อนถึงแยกลำสาลี ผมส่งน้องเขาที่ป้ายรถเมล์เพื่อต่อไปที่หน้ารามฯ แต่เผอิญว่าหาช่องเสียบเข้าขวาไม่ได้ เลยต้องเลี้ยวขวาไปหน้ารามแวกลับรถ ก่อนถึงสนามกีฬา ฯ แทน แม้รถจะติด แต่เราก็ทำเวลาได้ไม่เลวนัก 5555..
จากนั้นก็เลี้ยวไปตลาดบางกะปิ เลี้ยวไปคลองจั่น เลี้ยวซ้ายไปนวมินทร์ ... แต่แล้วพอผมเจอป้ายเลี้ยวไป ม. เกษตร ผมก็เลี้ยวซ้ายไปทาง ม. เกษตร ซะงั้น แต่จริง ๆ ผมตั้งใจจะวิ่งไปจนถึงรามอินทราแล้วค่อยเลี้ยวซ้าย .. แต่ก็โอแหละ ไม่ลองไม่รู้ ?!?!
พอขับไปถึงถนนพลโยธิน ผมไม่แน่ใจว่ามันจะเลี้ยวขวาได้เพราะเห็นมีอะไรบังอยู่ แต่ไฟเขียวเลี้ยวมีนะ!! ผมเลยเลี้ยวซ้ายออกไปก่อน ค่อยหาทางกลับรถมาอีกที .. ดีว่าที่กลับอยู่ไม่ไกลจากตรงแยก ระหว่างที่ผมรอกลับรถ
ตอนที่ผมจะกลับรถ เกือบจะมีเรื่องให้เสียวอีกแล้ว เพราะมีมอเตอร์ไซต์คันวิ่งออกจากซอยทางซ้ายมือของผม เพื่อที่จะเลี้ยวขวา (กลับรถ) เหมือนกัน แต่แกไม่ยอมตีวงกว้างออกไป แต่วิ่งเข้ามาไกล้ ๆ หน้าของผม ทำให้ผมต้องเบรคกระทันหัน แต่ก็ไม่ได้เบรคแรงมาก
พอไปถึงบิ๊ก ซี สายใหม ผมก็งงเล็กน้อยเพราะเห็นมีรถเลี้ยวขวาเข้าบิ๊ก ซี แต่เพื่อนบอกเข้าบิกซีไม่ได้ อ้าวว แบบนี้ก็ต้องขับเลยไปก่อนแล้วค่อยกลับรถอีกที
เมื่อผมกลับรถมาถึงหน้าบิ๊ก ซี ก็เลี้ยวซ้ายที่วอยที่บอกเลี้ยวขวาเข้าไม่ได้ อ้าววว มันยังไงหว่า ?!?!?
ผมก็ขับรถเข้าไปในซอยข้างบิ๊ก ซี ก็สังเกตว่ามันบอกเป็นป้ายทางเข้าห้างนะ แต่ทำไมมันแคบและมีระจอดวางขวางกันจัง .. พอขับมาไกล้ ๆ ก็ต้องร้องอ๋อ เพราะแกกำลังขนของขึ้นรถปิ๊กอัพ เออ.. ใช้ทางรถให้เป็นประโยชน์จริง ๆ
พอเขาขนของออกจากทางรถ (ของผม) ผมก็วิ่งวนขวาขึ้นลานจอดรถ ซึ่งทางขึ้นจะแคบมา ต้องระวังเป็นอย่างมาก แต่ดีว่าผมเจอี่ว่างที่ชั้น 1 ที่ขึ้นมาพอดี เลยไม่ต้องวิ่งวนขึ้นไปหลายชั้นเสียเวลา เสียอารมณ์ แต่เพิ่มความกลัวตรงทางขึ้นห้างอีกต่างหาก!!
จากนั้น เราก็รอเพื่อนที่นัดไว้เอากระเป๋าเดินทางมาให้ในบิ๊ก ซี โดยอาศัยร้านซี เอ็ดเป็นที่พักพิงระหว่างรอ .. แม้จะมีแค่กระเป๋าเดียว แต่หนักมาก เขาบอกว่าประมาณ 15 กก. โห หนักเอาการเลย!!
เอาล่ะ เมื่อได้สิ่งที่ต้องการ เราก็ถึงเวลากลับบ้านแล้ว ผมออกจากหน้าบิกซีก็เลี้ยวซ้าย เข้าพลโยธิน พอมาถึงวงเวียนกะว่าจะเลี้ยวขวาเพื่อไปขึ้นทางด่วนที่วิภาวดี แต่กลับออกจากวงแหวนผิดมุม เพราะคิดว่ารถที่ตัดออกมาเป็นเลี้ยวขวาแล้ว แต่มันเป็นการออกทางตรงจากวงแหวนต่างหากตะมาณ 4 ทุ่มกว่า ๆ อาบน้ำเสร็จก็นอนทันทีเลย ไม่อยากเปิดคอมมาทำอะไร เพราะเหนื่อยมาทั้งวันแล้ววววว :)
วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ฮอนด้าเรียกคืนแจ๊ซ-ซิตี้กว่า6แสนคันทั่วโลกรวมทั้งไทย
เอเอฟพี - ฮอนด้า มอเตอร์ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น เมื่อวันศุกร์(29) เรียกคืนรถยนต์รุ่นฟิต/แจ๊ซและซิตี้ ราว 646,000 คันที่จำหน่ายทั่วโลก สืบเนื่องจากปัญหาความขัดข้องของสวิทช์หน้าต่างไฟฟ้า
โฆษกของบริษัทเปิดเผยว่าการเรียกคืนวันนี้ ประกอบด้วยฮอนด้าแจ๊ซและซิตี้ 140,000 คันในสหรัฐฯ ส่วนที่เหลือเป็นรถที่จำหน่ายในยุโรป เอเชียและภูมิภาคอื่นทั่วโลก
ทั้งนี้ในส่วนของแจ๊ซนั้น ฮอนด้าระบุว่าจะเรียกคืนรถที่ผลิตระหว่างปี 2002 ถึง 2008 ที่จำหน่ายใน จีน บราซิล ไทย มาเลเซีย และอินเดีย
โฆษกของบริษัทเปิดเผยว่าการเรียกคืนวันนี้ ประกอบด้วยฮอนด้าแจ๊ซและซิตี้ 140,000 คันในสหรัฐฯ ส่วนที่เหลือเป็นรถที่จำหน่ายในยุโรป เอเชียและภูมิภาคอื่นทั่วโลก
ทั้งนี้ในส่วนของแจ๊ซนั้น ฮอนด้าระบุว่าจะเรียกคืนรถที่ผลิตระหว่างปี 2002 ถึง 2008 ที่จำหน่ายใน จีน บราซิล ไทย มาเลเซีย และอินเดีย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
Wikipedia
ผลการค้นหา